5league.com
ไหนๆแอดก็เขียนถึงวิธีการเล่นเจาะลึก ราคาแทงบอล Sbobet มาก็เยอะแล้วเชื่อว่าเพื่อนๆหน้าใหม่ ก็ยังมีคำถามในใจเสมอว่าจะเล่น Sbobet เว็บไหนดี บางท่านก็อาจจะสนใจแค่โปรโมชั่น บางท่านก็อยากได้ความน่าเชื่อถือของเว็บ เดี๋ยวในบทความต่อไป เราจะเจาะลึกทุกเว็บรับ แทงบอลสโบเบท เพื่อให้เพื่อนๆง่ายต่อการเลือกและจะได้ไม่ต้องตั้งคำถามว่าจะเล่น Sbobet Maxbet เว็บไหนดี แล้วเจอกันคร้าบบบบบบบบบ

MAXBET

9 กรณี ที่จะเกิดขึ้นกับการลุ้น พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้

UEFA

การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 จะเข้าสู่เกมนัดสุดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมนี้แล้วนะครับ เราจะได้บทสรุปกันแล้วว่าจะออกมาเป็นแบบไหน ใครจะได้ พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก พาส่อง 9 สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในการแย่ง พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็การันตีคว้าอันดับ 2 ไป พร้อมกับได้ไปเล่นฟุตบอล …

Read More »

รู้จัก อันซู ฟาติ! เด็กนรก ที่จะไม่ล้มเหลวเหมือนแข้ง ลา มาเซีย คนอื่นๆ

บาร์ซ่า

ตลอดช่วงเวลาราวๆ 7-8 ปีหลังสุด ชื่อเสียงของศูนย์ฝึกเยาวชน ลา มาเซีย มีอันต้องเฟดๆ หายไปพอสมควร ภายหลังจากที่พยายามดันแข้งดาวรุ่งขึ้นมามากมาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เลิศหรูอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม กับเด็กหนุ่มที่ชื่อ อันซู ฟาติ มันอาจไม่เป็นแบบนั้น! อันซู ฟาติ แข้งดาวรุ่งอนาคตไกล ความคาดหวังที่สามารถคาดหวังได้จริง ดาวเตะผู้ลืมตาดูโลกที่ กินี บิสเซอู เพิ่งจะอายุแค่ 17 ปี …

Read More »

4 สิ่งที่ส่ง บาเยิร์น มิวนิค ก้าวสู่ ดับเบิ้ลแชมป์ ในฤดูกาลนี้

บาเยิร์น

ต้องบอกว่าฤดูกาล 2019-20 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างจะล้มลุกคลุกคลานพอสมควรเลยนะครับ สำหรับ บาเยิร์น มิวนิค แต่สุดท้ายพวกเขาก็คว้า ดับเบิ้ลแชมป์ มาครอบครองได้ มันเป็นซีซั่นที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก่อนที่จะผ่านเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลด นิโก้ โควัช ออกจากจำแหน่งกุนซือ เนื่องจากถูก ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต ถล่มไป 5-1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน แล้วก็ได้ทำการแต่งตั้ง ฮานส์-ดีเตอร์ ฟลิค …

Read More »

ข่าวฟุตบอล

9 กรณี ที่จะเกิดขึ้นกับการลุ้น พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้

การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 จะเข้าสู่เกมนัดสุดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมนี้แล้วนะครับ เราจะได้บทสรุปกันแล้วว่าจะออกมาเป็นแบบไหน ใครจะได้ พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

พาส่อง 9 สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในการแย่ง พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็การันตีคว้าอันดับ 2 ไป พร้อมกับได้ไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน หลังรอดจากการโดนแบน นอริช ก็เป็นทีมแรกที่ตกชั้นไปเป็นที่เรียบร้อย เท่ากับว่าตอนนี้เหลือทีมที่ยังมีลุ้นในอันดับต่างๆ อยู่เพียงไม่กี่ทีม

โซนตกชั้น เหลือเพียงแค่ บอร์นมัธ, แอสตัน วิลล่า และ วัตฟอร์ด ที่ลุ้นกัน ส่วน เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด หลังจากที่ได้หนึ่งแต้มจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็การันตีรอดตกชั้นเป็นที่เรียบร้อย ส่วนโซน ยูฟ่า ยูโรปาลีก อาร์เซน่อล ไม่ได้ลุ้นอันดับที่ 7 แล้ว เท่ากับว่าพวกเขาต้องคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เท่านั้น เพื่อไปเล่นถ้วยเล็กของยุโรป

ส่วน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป้าหมายในตอนนี้คือการคว้าอันดับที่ 6 เพื่อการันตีในการไปเล่น ยูโรปาลีก เพราะถ้าเกิดอยู่แค่อันดับที่ 7 แล้ว “ปืนใหญ่” เกิดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ขึ้นมา พวกเขาจะอดไปทันที โดยพวกเขาจะต้องเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ให้ได้ และแช่งให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน แพ้หรือเสมอกับ เชลซี ทั้งนี้ทาง วูล์ฟ ก็ต้องเอาชนะ เชลซี เพื่อการันตีไปเล่น ยูโรปา อีกหนึ่งครั้ง หากเอาชนะไม่ได้ ต้องแช่งให้ สเปอร์ส แพ้ เพื่อไม่ต้องหล่นไปที่ 7 แล้วไปเจอชะตากรรมเดียวกับ “ไก่เดือยทอง”

ไฮไลท์สำคัญคือการลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มีชิงกันอยู่ 3 ทีมคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ วูล์ฟ โดยมีตั๋วเหลืออยู่ 2 ใบ อันดับ 3-4 ส่วนที่ 5 ไปเล่นถ้วยเล็ก ทัพ “ปีศาจแดง” ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นอันดับ 3 ก่อนเข้าสู่เกมสุดท้าย มีอยู่ 63 คะแนน เท่ากับ เชลซี ทีมอันดับ 4 แต่มีลูกได้เสียที่ดีกว่า มีอยู่บวก 28 ขณะที่ เชลซี บวก 13

พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

ส่วน เลสเตอร์ พวกเขามี 62 คะแนน ตามหลังอยู่ไม่ไกลแค่แต้มเดียว โดยมีประตูได้เสียเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่น่าสนใจกว่านั้น คือโปรแกรมนัดสุดท้าย ที่จะเป็นการดวลกันระหว่างอันดับ 3 กับอันดับ 5 และอันดับ 4 เจอกับอันดับ 6 เลสเตอร์ จะเปิดรังพบกับ แมนฯ ยู ส่วน เชลซี จะเล่นในบ้าน ดวลกับ วูล์ฟ ซึ่งมันจะคำนวนออกมาได้ง่าย และชัดเจนมากๆ เพราะเป็นการตัดกันเอง กรณีที่มันจะเกิดขึ้นเมื่อหมดเวลา 90 นาที เลยเหลือเพียงแค่ 9 หนทางเท่านั้น วันนี้ทางบ่อนพนันออนไลน์ชื่อดังอย่าง สโบเบท ก็ได้นำเอาเงื่อนไขที่มีโอกาสเกิดขึ้นทั้ง 9 อย่างมาให้ดูกันก่อนที่จะได้รับชม 2 เกมที่จะขับเคี่ยวกันในระดับ 5 ดาว เป็นโค้งสุดท้ายของจริงในฤดูกาลนี้

1.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน

กรณีนี้ แมนฯ ยู จะมี 66 คะแนน และค่อนข้างจะการันตีได้อันดับที่ 3 ของตาราง เพราะประตูได้เสียตอนนี้นำ เชลซี อยู่ถึง 15 ประตู คงเป็นไปได้ยากที่ ยูไนเต็ด จะชนะ 1-0 แล้ว เชลซี เอาชนะ 16-0

ส่วน เลสเตอร์ ซิตี้ จะคว้าอันดับ 5 และ วูล์ฟ อาจจะถูกแซงหาก สเปอร์ส เอาชนะ คริสตัล พาเลซ ได้ เท่ากับว่า แมนฯ ยู กับ เชลซี จะกอดคอไปเล่นถ้วยใหญ่ ส่วน เลสเตอร์ ต้องไปเล่น ยูโรปาลีก อย่างน่าเสียดาย

ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

2.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน

ผลนั้นจะไม่ต่างอะไรกับกรณีแรก ทีมที่จะได้ไปจะเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เชลซี เหมือนเช่นเคย เพียงแค่เรื่องของแต้มนั้นจะไม่เหมือนกัน

แมนฯ ยูไนเต็ด จะมี 66 คะแนน เชลซี มี 64 ส่วน เลสเตอร์ มี 62 ขณะที่ วูล์ฟ หากได้หนึ่งแต้มจาก เชลซี มันยังไม่การันตีว่าพวกเขาจะได้อันดับ 6 นะครับ เพราะจะขึ้นมามี 60 แต้ม สเปอร์ส ถ้าชนะ พาเลซ ก็จะมี 61 คะแนน ถูกแซงอยู่ดี

3.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน

แม้ว่า เชลซี จะสะดุดแพ้ให้กับ วูล์ฟ ถ้ามันเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นมา แต่ถ้า เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่สามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ พวกเขาก็จะพลาดการไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ดี

แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ 66 คะแนน ตามมาด้วย เชลซี มี 63 แต้ม เช่นเดียวกับ เลสเตอร์ ที่มี 62 คะแนนเท่าเดิม ส่วน วูล์ฟแฮมป์ตัน ถ้าได้ชัยชนะเหนือ เชลซี จะมี 62 คะแนน การันตีการได้อันดับที่ 6 ในทันที กรณีนี้คำนวนได้ง่ายสุด ไม่ต้องไปลุ้นผลคู่อื่นต่อ

4.เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน

กรณีนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ จะขึ้นมามี 65 คะแนน ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของตาราง ส่วน เชลซี นั้นจะกลับมาเป็นอันดับ 3 อีกครั้ง ด้วยการมี 66 แต้ม ขณะที่ วูล์ฟ จะมีโอกาสโดน สเปอร์ส แซง

นี่เป็นหนึ่งในเพียงแค่ 2 กรณีที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะพลาดการไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะก่อนเริ่มสัปดาห์ที่ 38 พวกเขาขออีกเพียงแต้มเดียวเท่านั้น ฉะนั้นไม่แพ้ไว้ก่อนเป็นเรื่องดี

ยูฟ่า

5.เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน

นี่คือกรณีที่สอง ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาจะมีเพียง 63 คะแนนเท่าเดิม ขณะที่ เชลซี จะอยู่อันดับ 4 โดยเขี่ย แมนฯ ยู ไปอันดับ 5 ด้วยการมี 64 แต้ม

ขณะที่ เลสเตอร์ จะกลายเป็นทีมอันดับ 3 ด้วยการมี 65 คะแนน ขณะที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน เช่นเดิมคือต้องลุ้นให้ สเปอร์ส มีผลการแข่งขันที่เหมือนกันหรือแย่กว่าพวกเขา

6.เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน

นี่ก็เป็นเงื่อนไข 1 ใน 2 ที่ เชลซี จะไม่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เช่นเดียวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด กรณีที่พวกเขาแพ้ โอกาสพลาดตั๋วบอลถ้วยใหญ่ยุโรปมีสูงมาก

เลสเตอร์ จะจบอันดับ 3 มี 65 คะแนน, แมนฯ ยู จะมี 63 เท่ากับ เชลซี แต่ประตูได้เสียของ “ปีศาจแดง” มีมากกว่า เลยรั้งอันดับ 4 เอาไว้ได้ ถ้า “สิงโตน้ำเงินคราม” แพ้แล้วยังมีโอกาสเข้ารอบ ต้องลุ้นให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พาทีมเอาชนะ เลสเตอร์ ให้ได้เท่านั้น

ยูฟ่าลีก

7.เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน

ในกรณีดังกล่าว เลสเตอร์ อาจจะไม่แพ้ก็จริง แต่พวกเขาก็จะอดไปเล่นถ้วยยุโรปอยู่ดี เพราะ เชลซี จะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 แทน ด้วยการมี 66 แต้ม ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด จะมี 64 คะแนน

เลสเตอร์ จะมี 63 คะแนนรั้งอันดับ 5 จะเห็นได้ว่าโอกาสที่ เลสเตอร์ จะไม่ได้ไป ชปล. มีโอกาสเกิดขึ้นได้เยอะมาก จาก 9 สถานการณ์ พวกเขามีโอกาสไปเตะได้เพียง 4 กรณี ไม่ถึง 50 เปอร์เซนต์

8.เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน

ในกรณีนี้ ทุกอย่างจะเหมือนเดิมทั้งหมด เหมือนก่อนลงทำการแข่งขัน ในเรื่องของอันดับ คือ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นที่ 3 เชลซี เป็นอันดับ 4 และ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นอันดับ 5 เพิ่มกันขึ้นมาคนละ 1 คะแนนเท่านั้น

แต่ทาง วูล์ฟ มีโอกาสที่จะถูก ท็อตแน่ม แซงหน้าขึ้นไปจบที่ 6 ได้ หากบุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ในเกมนัดสุดท้าย โดยจะมีแต้มมากกว่า “หมาป่า” หนึ่งคะแนน

โควต้ายูฟ่า

9.เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน

นี่เป็นหนึ่งในสองกรณีที่ เลสเตอร์ ซิตี้ จะกอดคอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือต้องกอดคอเสมอกัน และลุ้นให้ วูล์ฟ เอาชนะ เชลซี ให้ได้ บอกเลยว่ามันเป็นไปได้ยากมาก ถ้าวิเคราะห์กันตามหน้าเสื่อ โดย แมนฯ ยู จะมี 64 คะแนน เลสเตอร์ ซิตี้ จะมี 63 เท่ากับ เชลซี แต่ประตูได้เสีย จะดีกว่า และ วูล์ฟแฮมป์ตัน จะการันตีอันดับ 6 อย่างแน่นอน

จาก 9 สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น มีโอกาสน้อยมากนะครับ ที่เราจะได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เลสเตอร์ กอดคอไปถ้วยใหญ่ด้วยกัน เช่นเดียวกัน โอกาสที่ เลสเตอร์ จะได้ไปเล่นถ้วยใหญ่ ก็มีโอกาสไม่ถึงครึ่ง ขณะที่ ยูไนเต็ด ก็มีโอกาสร่วงเพียงแค่ 2 กรณีเท่านั้น คือแพ้ เลสเตอร์ และ เชลซี มีแต้ม ส่วนโอกาสที่ เชลซี ไม่ได้ไป ก็มีน้อยเช่นกัน

ซึ่งทั้ง เชลซี กับ แมนฯ ยู มีโอกาส 7 จาก 9 เงื่อนไขที่จะได้โควต้า ด้วยสถานการณ์ที่ออกมาแบบนี้ เลสเตอร์ จะเป็นทีมที่เสียเปรียบที่สุด ข้อดีของพวกเขาคือการได้เล่นในบ้านนัดสุดท้าย สำหรับมุมมองผม ทีมที่มีโอกาสคว้าท็อปโฟร์มากที่สุดคือ เชลซี เนื่องจากพวกเขาได้เล่นในบ้าน และขอแค่แต้มเดียวก็จะการันตีในทันที

ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด มาเป็นอันดับสอง เพราะพวกเขาต้องไปเยือน เลสเตอร์ ซึ่งจะเสียเปรียบเรื่องดังกล่าว แต่โอกาสนั้นเหมือนกับ เชลซี วันอาทิตย์นี้ เวลา 4 ทุ่มตรง ใครสามารถเปิดดูได้ 2 จอพร้อมกัน แนะนำให้เปิดไว้คู่เลยนะครับ รับรองว่ามันส์อย่างแน่นอน และถ้าหากอยากจะอ่าน ข่าวฟุตบอล เพิ่มเติมก็สามารถคลิ๊กมาอ่านได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รู้จัก อันซู ฟาติ! เด็กนรก ที่จะไม่ล้มเหลวเหมือนแข้ง ลา มาเซีย คนอื่นๆ

ตลอดช่วงเวลาราวๆ 7-8 ปีหลังสุด ชื่อเสียงของศูนย์ฝึกเยาวชน ลา มาเซีย มีอันต้องเฟดๆ หายไปพอสมควร ภายหลังจากที่พยายามดันแข้งดาวรุ่งขึ้นมามากมาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เลิศหรูอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม กับเด็กหนุ่มที่ชื่อ อันซู ฟาติ มันอาจไม่เป็นแบบนั้น!

อันซู ฟาติ แข้งดาวรุ่งอนาคตไกล

ความคาดหวังที่สามารถคาดหวังได้จริง ดาวเตะผู้ลืมตาดูโลกที่ กินี บิสเซอู เพิ่งจะอายุแค่ 17 ปี แต่กลับเป็นปีกซ้ายที่ได้รับการยกย่องว่าอาจก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของ บาร์เซโลน่า ได้จริงๆ ในอนาคต มีความเร็ว , จบสกอร์ได้ทั้ง 2 เท้า , มีความเป็นผู้ใหญ่ และสำคัญที่สุดก็คือ มีทัศนคติต่อการเล่นฟุตบอลที่ดี

ลิโอเนล เมสซี่ ให้ความชื่นชมในตัวเขา เพราะนอกเหนือจากจะเป็นเด็กที่มีวินัยมุ่งมั่นในแบบเดียวกับเขาแล้วนั้น — ฟาติ ยังเป็นผู้เล่นที่มีคาแร็คเตอร์เฉพาะตัวที่เด่นชัด และคือเจ้าของสถิติแข้งอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูให้ บาร์ซ่า ทั้งในลีกและ แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นต่างจากอดีตแข้ง ลา มาเซีย อย่าง อดาม่า ตราโอเร่ ที่ปัจจุบันอาจจะพัฒนาขึ้นเยอะ แต่เจ้าตัวก็ยังอ่อนหัดนักเมื่อเทียบกับ ฟาติ ในวัยเดียวกันที่มีความครบเครื่องมากกว่า หรือ เคราร์ด เดโลเฟว ที่มีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็งที่หวือหวาบางจุด

จังหวะของ อันซู ฟาติ ยังถือว่าเข้ามาถูกที่ถูกเวลาเช่นกัน ซึ่งประจวบเหมาะกับการที่ บาร์ซ่า ควรจะหันมาให้โอกาสเขาแบบเต็มตัวในช่วงเวลาหลังจากนี้

  • เศรษฐกิจล่มหลังวิกฤติ โควิด
  • เมสซี่ และ ซัวเรซ ที่โรยรา
  • เด็ก ลา มาเซีย ในทีมชุดใหญ่ที่ร่อยหรอ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันมีโอกาสอยู่ไม่น้อยที่หนูน้อยจากแดน “กาฬทวีป” ที่ย้ายมาอาศัยอยู่ที่ สเปน ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จะได้รับการแผ้วทางผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างจริงจัง นั่นแปลว่าโชคชะตาของเขาได้พัดพาทั้ง โอกาส และฝีเท้า เข้ามาพร้อมๆ กัน

ในอนาคต เรามีโอกาสที่จะได้เห็น โจน ลาปอร์ต้า กลับมานั่งแท่นประธานสโมสร “อาซูลกราน่า” อีกครั้ง นั่นแปลว่าเราอาจจะได้เห็นคนในของ บาร์ซ่า อย่าง ชาบี เอร์นานเดซ ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชใหญ่อย่างเต็มตัวในอนาคต และอาจรวมถึง เคราร์ด ปีเก้ ที่ปรับบทบาทขึ้นมาทำงานบริหารแบบเต็มตัว

อันซู ฟาติ

ไม่ว่าจะออกมุมใด บุคคลเหล่านี้พร้อมสนับสนุนเด็ก ลา มาเซีย และ ฟาติ แบบสุดลูกหูลูกตาอย่างแน่นอน ข้อดีอีกอย่างของ ฟาติ ก็คือ เขาเป็นแข้งที่สามารถเล่นได้ในตำแหน่งที่หลากหลายในแนวรุก ไม่ว่าจะเป็นเบอร์ 7 , เบอร์ 10 หรือเบอร์ 9 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เขาได้มีพื้นที่ในการลงเล่นมากขึ้น แล้วค่อยๆ ปรับหาตำแหน่งที่ดีที่สุด เหมือนกับที่ ชาบี หรือ อีเนียสต้า เคยทำมาแล้ว

ข้อจำกัดของ ฟาติ มีน้อยกว่าอดีตดาวรุ่งคนอื่นๆ และนั่นคือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เจ้าตัวมีโอกาสจะไม่พุ่งชนความล้มเหลวเหมือน เดโลเฟว , อดาม่า , โบยาน หรือ มาร์ค มูเนียซ่า โอกาสทุกอย่างเปิดกว้างรอ ฟาติ อยู่แล้ว ซึ่งคราวนี้ เราก็ต้องมารอดูกันว่าเจ้าหนุ่ม อันซู ฟาติ จะฉวยโอกาสชีวิตครั้งสำคัญที่ว่านี้ไว้ได้มากแค่ไหนครับ สามารถติดตาม ข่าวบอล เด็ดๆเพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้ที่เดียว

4 สิ่งที่ส่ง บาเยิร์น มิวนิค ก้าวสู่ ดับเบิ้ลแชมป์ ในฤดูกาลนี้

ต้องบอกว่าฤดูกาล 2019-20 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างจะล้มลุกคลุกคลานพอสมควรเลยนะครับ สำหรับ บาเยิร์น มิวนิค แต่สุดท้ายพวกเขาก็คว้า ดับเบิ้ลแชมป์ มาครอบครองได้ มันเป็นซีซั่นที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก่อนที่จะผ่านเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลด นิโก้ โควัช ออกจากจำแหน่งกุนซือ เนื่องจากถูก ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต ถล่มไป 5-1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

แล้วก็ได้ทำการแต่งตั้ง ฮานส์-ดีเตอร์ ฟลิค เข้ามารับงานรักษาการ ซึ่งในช่วงแรกก็ยังไม่ดีนัก พาทีมหล่นไปถึงอันดับ 7 ของตารางอยู่หนึ่งสัปดาห์ ทำให้หลายๆ คนก็เริ่มตั้งคำถามว่าการอำลาทีมไปของ ฟร้องค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบน มันส่งผลกระทบกับทีมหรือไม่ และมันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ฟุตบอลเยอรมัน จะมีการเปลี่ยนมือแชมป์จาก “เสือใต้” ไปเป็นทีมอื่น มันหมดยุคของพวกเขาแล้ว?

แต่เรื่องราวมันกลับคล้ายเมื่อซีซั่นที่แล้ว เหมือนฉายหนังม้วนเดิม เมื่อพวกเขาเริ่มครึ่งฤดูกาลหลัง ทุกอย่างก็กลับมาเป็นของ บาเยิร์น มิวนิค อีกครั้ง เพียงแต่บริบท รายละเอียดอะไรต่างๆ มันเปลี่ยนไป พวกเขาสร้างสถิติเป็นแชมป์ลีก 8 ฤดูกาลติดต่อกัน สถิติรวม 30 สมัย และยังเป็นแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล สมัยที่ 20 สูงที่สุดในประเทศ

4 สิ่งที่เกิดขึ้นกับ บาเยิร์น มิวนิค จนทำให้พวกเขาคว้า ดับเบิ่ลแชมป์

1.โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ – คนแบกทีม

บาเยิร์น มิวนิค

ในวัย 31 ปี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นผู้เล่นที่มีโอกาสลุ้นรางวัลรองเท้าทองคำในซีซั่นนี้ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นปีที่เขาสุดยอดมากๆ ทั้งๆ ที่ขาดปัจจัยใหญ่อย่าง ริเบรี่ และ ร็อบเบน ไป

ฤดูกาลนี้ เขาซัดไปทั้งสิ้น 49 ประตู จากการลงสนาม 42 นัด โดยเป็นการยิงในลีก 34 ลูก, เดเอฟเบ โพคาล 4 ประตู และใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 11 ลูก

เขากลายเป็นคนแบกทีมอย่างชัดเจน การยิงมากกว่าที่ตัวเองลงสนาม มันไม่ค่อยมีใครที่จะทำได้นะครับ ช่วงก่อนหน้านี้ก็มีแค่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้, หลุยส์ ซัวเรซ และ ลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้น

2.โธมัส มุลเลอร์ กลับมามีฟอร์มที่ดีอีกรั้ง

ดับเบิ้ล

เลวานดอฟสกี้ จะไม่สามารถยิงได้ถล่มทลายเลย ถ้าไม่ได้การแอสซิสต์ที่ยอดเยี่ยมของ โธมัส มุลเลอร์ ในซีซั่นนี้ เขากดไปถึง 21 แอสซิสต์ สูงที่สุดในบรรดาทุกคนจาก 5 ลีกดัง

ในช่วงที่ คาร์โล อันเชล็อตติ เข้ามาเป็นกุนซือให้กับ “เสือใต้” เมื่อฤดูกาล 2016-17 ผลงานของ มุลเลอร์ ก็ค่อยๆ หายไปในทันที จากที่เป็นบุคคลสำคัญของทีม เป็นตัวจริงมาโดยตลอด ก็ลายเป็นสำรองหนักขึ้นเรื่อยๆ

จนกลับมาในซีซั่นนี้ นับตั้งแต่ ดีเตอร์ ฟลิค ได้เข้ามาเป็นกุนซือ เขาก็ได้กลับมามีช่วงเวลาที่ดีอีกครั้ง เป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ให้กับทีม ด้วยปีก 2 ฝั่งที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ก็มีเขาที่เป็นตัวสนับสนุนทีมทำเกมบุก

คนอาจจะจับตามองไปที่ จาดอน ซานโช่, เควิน เดอ บรอยน์ หรือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในการทำแอสซิสต์ แต่หารู้ไม่ว่า มุลเลอร์ ทำสถิติแซงจอมจ่ายเหล่านั้นไปเป็นที่เรียบร้อย

3.กำเนิดดาวดวงใหม่ อัลฟอนโซ่ เดวิส

ดับเบิ้ลแชมป์

ท่ามกลางปัญหาอาการบาดเจ็บของ นิคลาส ซูเล่, ฆาบี มาร์ติเนซ รวมถึง เยอโรม บัวเต็ง ในช่วงต้นซีซั่น ทำให้ ดาวิด อลาบา แบ็กซ้ายตัวเก่งของทีม ต้องเขยิบตัวเองมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ขณะที่ตำแหน่งแบ็กซ้ายซึ่งว่างอยู่ ก็ได้กำเนิดนักเตะดาวรุ่งคนใหม่ให้กับทีม

ดาวเตะชาวแคนาดา วัยเพียง 19 ปี ย้ายจาก แวนคูเวอร์ ไวท์แค็ปส์ เมื่อปี 2018 ได้รับโอกาสในตำแหน่งแบ็กซ้าย ซึ่งเดิมทีเจ้าตัวเป็นปีก เล่นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาตัวเองจนในช่วงหลังจากปลดล็อกดาวน์ เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มแรงที่สุดเลยก็ว่าได้

จุดเด่นคือสปีดที่รวดเร็ว จน โธมัส มุลเลอร์ นั้นตั้งฉายาให้เป็น โร้ด รันเนอร์ เขาสามารถวิ่งไล่กวดคู่แข่งด้วยความเร็วสูง ทำให้การบุกไปเติมเกมของเขาทางกราบซ้าย ไม่ต้องกังวลเลยว่าเขาจะกลับไปช่วยเกมรับไม่ทัน

การได้เขามายืนเป็นแบ็กซ้าย มันยิ่งช่วยเกมบุกให้กับทัพ “เสือใต้” เพิ่มมากขึ้นไปอีก การที่ทีมนั้นไม่มีคู่หู “ร็อบเบรี่” มันเป็นเรื่องยากที่ คิงสลี่ย์ โกมัน และ แซร์จ กนาบรี้ จะสามารถแบกทีมเอาไว้ได้ ด้วยวัยที่ยังไม่เยอะมาก เดวิส ได้เข้ามาช่วยเพิ่มมิติในเกมบุก ถ้าใครได้ดูก็จะเห็นเลยว่าหมอนี่พัฒนาขึ้นมาก และกลายเป็นตัวสำคัญของทีมในซีซั่นนี้ไปทันที

ผลงาน 29 นัด 3 ประตู 5 แอสซิสต์ ในวัยยังไม่ถึง 20 ปี มันช่างเป็นการเดบิวต์เต็มรูปแบบที่งดงามจริงๆ

4.คู่แข่งยังไม่แกร่งพอ

แชมป์ลีก

อาร์เบ ไลป์ซิก, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค คือ 3 ทีมที่ลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ ทีมที่มาแรงสุดคือ ไลป์ซิก ซึ่งได้ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เข้ามาเป็นเฮดโค้ช

เรารู้กันดีว่า นาเกลส์มันน์ นั้นถือเป็นกุนซือที่ยอดเยี่ยมมากๆ เขาพา ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมเล็กๆ ก้าวไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ เมื่อเขาได้จับทีมที่ยกระดับขึ้นอย่าง ไลป์ซิก โอกาสคว้าแชมป์ได้นั้นดูมีความเป็นไปได้มากเลย

ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ดีเลยทีเดียว แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่สามารถยืนระยะตัวเองเอาไว้ได้ จากที่เป็นแชมป์ครึ่งฤดูกาลแรก ในครึ่งซีซั่นหลัง 17 นัด พวกเขาชนะเพียง 7 เกม ที่เหลือเป็นการเสมอถึง 8 นัด แพ้อีก 2 นัด

ขณะที่ ดอร์ทมุนด์ ก็ดันออกสตาร์ทไม่ดี ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังชนะได้เยอะก็จริง แต่ก็มีสะดุดแพ้ถึง 4 นัด สุดท้ายก็ได้แค่เพียงรองแชมป์

ส่วน กลัดบัค ไม่ต้องพูดถึง พวกเขาเป็นจ่าฝูงอยู่ได้เเพียง 8 สัปดาห์ ช่วงครึ่งหลังก็แพ้เยอะ พวกเขาเล่นทั้งหมด 34 นัด แพ้ไปถึง 9 เกม ผลงานนอกบ้านของพวกเขาก็ยังคงเป็นปัญหา มันต่างกับการเล่นในบ้านเกินไป

แต่ทัพ “เสือใต้” พวกเขามาแบบม้วนเดียว เข้าสู่นัดที่ 18 พวกเขาเก็บชัยชนะได้หมด มีเสมอกับ อาร์เบ ไลป์ซิก เพียงนัดเดียว และหลังจากพวกเขาขึ้นจ่าฝูงในสัปดาห์ที่ 20 พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้ใครขึ้นมาแย่งตำแหน่งได้อีกเลย

ถ้าหากสนใจอยากจะอ่าน ข่าวบอล อื่นๆเพิ่มเติมสามารถคลิ๊กได้ที่นี่ พร้อมแจกช่องทางการสมัครสมาชิก และรับ โปรโมชั่นแทงบอลที่ดีที่สุด ได้ทันที

เยอร์เก้น คล็อปป์ สุดยอดการเป็นกุนซือ กับการคว้าตัว 13 แข้งสุดเจ๋ง

เจอร์เกน คล็อปป์ เคยค้าแข้งอยู่กับทีมไมนซ์ 05 เป็นเวลาหลายปีแต่ความสำเร็จอย่างแท้จริงเกิดขึ้นหลังเลิกเล่นและหันมาเป็นโค้ช โด่งดังกับการสร้างผลงานในทีมดอร์ตมุนด์และปัจจุบันกำลังจะเป็นกุนซือคนแรกที่พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง จุดเด่นอีกอย่างของกุนซือชาวเยอรมันก็คือการซื้อ แข้งสุดเจ๋ง มาร่วมทีม และนี่คือการซื้อที่น่าประทับใจของคล็อปป์

13 แข้งสุดเจ๋ง ที่ถูก คล็อปป์ ดึงตัวมาร่วมทีม

13.โจเอล มาติ๊ป

เยอร์เก้น

คล็อปป์ดึงตัวมาติ๊ปจากชาลเก้มาอยู่กับลิเวอร์พูลเมื่อปี 2016 แบบไม่มีค่าตัว และกุนซือชาวเยอรมันระบุว่าการดึงตัวมาติ๊ปมาเสริมควาแกร่งในแนวรับของ “หงส์แดง” นับเป็นหนึ่งในการซื้อนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเขา

12.ลูคัสซ์ พิสซ์เซ็ค

เยอร์เก้น คล็อปป์

พิสซ์เซ็คเป็นนักเตะอีกคนที่คล็อปป์ได้ตัวมาแบบฟรีจากทีมแฮร์ธ่าเมื่อปี 2010 พิสซ์เซ็คเป็นฟูลแบ็กให้ดอร์ตมุนด์มาเป็นปีที่สิบแล้ว แม้จะอายุ 34 แต่ก็ยังเป็นกำลังสำคัญของทีมอยู่เหมือนเดิม

11.อิลคาย กุนโดกัน

ลิเวอร์

มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนีย้ายจากเนิร์นแบร์กมาดอร์ตมุนด์เมื่อปี 2011 ด้วยค่าตัว 4.95 ล้านปอนด์และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาในปี 2012 และเมื่อตัดสินใจขายให้กับแมนฯซิตี้เมื่อปี 2016 ด้วยค่าตัวยี่สิบล้านปอนด์ถือว่าทำกำไรได้เป็นอย่างดี

10.ชินจิ คางาวะ

คล็อปป์ ลิเวอร์พูล

คล็อปป์เซ็นสัญญาคว้ามิดฟิลด์ชาวญี่ปุ่นมาร่วมทีมถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อปี 2010 จากเซเรโซ โอซาก้าแบบไม่มีค่าตัว คางาวะช่วยให้ “เสือเหลือง” คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองสมัย เขายิง 21 ประตูจากการลงเล่น 71 นัดก่อนย้ายไปแมนฯยูเมื่อปี 2012

9.แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

ลิเวอร์พูล

คล็อปป์คว้าตัวโรเบิร์ตสันจากฮัลล์มาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัว 8.10 ล้านปอนด์ และโรเบิร์ตสันกลายเป็นแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลกขณะนี้ ในสามฤดูกาลที่ผ่านมาลงเล่นไปแล้วกว่า 119 นัด

8.มาร์โก รอยส์

รอยส์

รอยส์กลายเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมชาติเยอรมนี ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณคล็อปป์ที่คว้าตัวมาจากกลัดบักเมื่อปี 2012 ด้วยค่าตัว 15.39 ล้านปอนด์ นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมรอยส์ลงเล่นไปแล้ว 266 นัดทำไป 129 ประตู

7.ปิแอร์ เอเมริก-โอบาเมยอง

โอบาเมยอง

โอบาเมยองย้ายจากแซงต์เอเตียงเมื่อปี 2013 ด้วยค่าตัว 11.70 ล้านปอนด์ ในช่วงเวลาสี่ปีครึ่งเขายิงไป 141 ประตูจากการลงเล่น 213 นัดและย้ายไปอาร์เซนอลในปี 2018

6.อลิสซอน เบ็คเกอร์

อลิซอน

คล็อปป์คว้านายทวารแซมบ้ามาจากโรม่าเมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัวถึง 56.25 ล้านปอนด์ แม้ค่าตัวจะแพงแต่อลิสซอนโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม และเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของโลกในขณะนี้

5.ซาดิโอ มาเน่

มาเน่

ตอนที่มาเน่เล่นให้เซาแธมป์ตันก็นับว่าเล่นได้ดีแล้ว และเมื่อย้ายมาอยู่กับ “หงส์แดง” ในปี 2016 ด้วยค่าตัว 37.08 ล้านปอนด์มาเน่ก็กลายเป็นศูนย์หน้าระดับโลก เขาทำไปแล้ว 77 ประตูในการลงเล่น 161 นัด

4.โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ซาล่าห์

ตอนที่คล็อปป์คว้าซาลาห์มาจากโรมาเมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัว 37.08 ล้านปอนด์ไม่มีใครคิดว่าเขาจะคือหนึ่งในดาวยิงที่ดีที่สุดของสโมสร กองหน้าทีมชาติอียิปต์ลงเล่นให้ลิเวอร์พูล 144 นัดยิงไป 91 ประตู

3.แม็ตส์ ฮุมเมลส์

ฮุมเมิล

เมื่อฮุมเมลส์ย้ายจากบาเยิร์น มิวนิกมาอยู่ดอร์ตมุนด์ในปี 2009 ด้วยค่าตัว 3.78 ล้านปอนด์เขาได้กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ ปราการหลัง “อินทรีเหล็ก” ลงเล่นให้ดอร์ตมุนด์มาแล้วถึง 309 นัด

2.โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

แข้งสุดเจ๋ง

กองหน้าทีมชาติโปแลนด์ย้ายจากเลช พอซนานมาอยู่กับดอร์ตมุนด์เมื่อปี 2010 ด้วยค่าตัว 4.28 ล้านปอนด์นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมาก เลวานดอฟสกี้ยิงไป 94 ประตูจากการลงเล่น 144 นัดก่อนย้ายไปบาเยิร์น มิวนิกเมื่อปี 2014

1.เวอร์จิล ฟาน ไดค์

สุดยอดแข้ง

ลิเวอร์พูลซื้อฟาน ไดค์มาจากเซาแธมป์ตันเมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัว 76.19 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในขณะนั้น แต่ตอนนี้ทุกคนหายสงสัยแล้วว่าเจอร์เกน คล็อปป์ซื้อกองหลังชาวดัตช์มาทำไม ตอนนี้ฟาน ไดค์คือกองหลังที่ดีที่สุดในโลกและเกือบคว้ารางวัลบัลลงดอร์มาครองได้

ถ้าหากสนใจอยากจะเล่นพนันก็เลือกกับเว็บ ibcbet พร้อมรายงาน ข่าวบอล สดๆอัพเดทรวดเร็วที่นี่ที่เดียว

5 นักฟุตบอลเกมรุก ที่ทำประตูได้น้อยกว่า รามอส ในเวลานี้

กลายเป็นที่พูดถึงมากที่สุดช่วงหนึ่งสำหรับ เซร์คิโอ รามอส ที่กระหน่ำซัดประตูจนสร้างประวัติศาสตร์เป็นกองหลังที่ทำประตูได้มากที่สุดใน ลาลีกา ไปเรียบร้อย

อีกทั้งตลอดชีวิตพ่อค้าแข้งของเขายังยิงไปแล้วถึง 121 ประตูในสโมสรและทีมชาติ (สถิติถึงวันที่ 3 กรกฏาคม 2563 หลังยิงใส่ เกตาเฟ่) ทำให้วันนี้จึงขอหยิบยกนักเตะในตำแหน่งมิดฟิลด์และตัวรุกมาให้ได้ชมกันว่ามีใครยิงน้อยกว่าปราการหลังรายนี้กันบ้าง

พาไปดู 5 นักฟุตบอลเกมรุก ที่ทำประตูได้น้อยกว่ากองหลัง

1. เดเมี่ยน ดัฟฟ์

นักฟุตบอลเกมรุก

ไม่เชื่อก็ต้องล่ะครับว่าปีกตัวจี๊ดคู่หู อาร์เยน ร็อบเบน ตอนอยู่ เชลซี เมื่อสิ้นสุดการค้าแข้งแล้วไปๆมาๆเขายิงน้อยกว่า เซร์คิโอ รามอส ซะอีก

ดัฟฟ์ สร้างชื่อให้กับตัวเองจาก แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ก่อนจะมาประสบความสำเร็จกับ เชลซี ในยุคสมัยของ โชเซ่ มูรินโญ่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นปีกที่ยิงกระจายซักเท่าไร

ตลอดช่วงชีวิตพ่อค้าแข้ง ดัฟฟ์ เล่นให้กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, เชลซี, นิวคาสซิ่ล ยูไนเต็ด, ฟูแล่ม, เมลเบิร์น ซิตี้ และ ชามร็อค โรเวอร์ส เขาทำไปได้ 79 ประตูจากการลงเล่นกว่า 589 นัดทั้งในนามสโมสรและทีมชาติ

2. เฟร็ดดี้ ยุงเบิร์ก

นักฟุตบอล

เป็นอีกคนที่ดูไม่น่าจะยิงน้อยกว่า รามอส ใช่ไหมล่ะครับ ? ยุงเบิร์ก กับ ดัฟฟ์ เองก็สไตล์คล้ายๆกันด้วยการเป็นปีกจ๋าไม่ใช่ปีกกึ่งกองหน้าในฟุตบอลสมัยใหม่แบบปัจจุบัน

แข้งชาวสวีดิชโดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างมากสมัยค้าแข้งอยู่กับ อาร์เซน่อล และเขาก็อยู่ในทีมชุดไร้พ่ายของ อาร์แซน เวนเกอร์ ด้วย

โดยสถิติของ ยุงเบิร์ก กับ อาร์เซน่อล นั้นเขาทำไปได้ 72 ประตูแต่ถ้าหากรวมกับ ฮามสตัดท์, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, ซีแอธเทิล ซาวเดอร์ส และ ชิคาโก้ ไฟร์ (กลาสโกว์ เซลติค, ชิมิซุ เอส-พัลส์, มุมไบ ซิตี้ ทำประตูไม่ได้) รวมถึงทีมชาติสวีเดนด้วยนั้นเขาทำไปทั้งสิ้น 91 ประตู

3. โชล่า อเมวบี้

นักฟุตบอลตัวรุก

ได้ยินชื่อแล้วแฟนๆ พรีเมียร์ลีก สมัยก่อนน่าจะมียิ้มมุมปากกันบ้างเพราะนามของ อเมวบี้ นั้นค่อนข้างเป็นที่รู้กันว่านี่แหละคือหัวหอกสากกระเบือที่แท้จริงของ พรีเมียร์ลีก

อเมวบี้ เป็นศูนย์หน้าที่อยู่กับ นิวคาสเซิ่ล มาอย่างยาวนานและได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอแต่เขากลับไม่สามารถยิงได้ถึง 10 ประตูต่อฤดูกาลเลยบนสังเวียน พรีเมียร์ลีก

หลังออกจาก นิวคาสเซิ่ล ไปเขาก็ระหกระเหินไปอยู่กับ สโต๊ค ซิตี้, กาเซียนเทป, คริสตัล พาเลซ, โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส, ฟลีตวูด ทาวน์ และ น็อตต์ เคาน์ตี้ รวมกับทีมชาติไนจีเรีย เขายิงไปทั้งหมด 98 ประตูด้วยกัน

4. เมซุต โอซิล

แข้งตัวรุก

หนึ่งในเพลย์เมคเกอร์พรสวรรค์ระดับโลกอย่าง เมซุต โอซิล ในตอนนี้จะยิงน้อยกว่า รามอส ไปซะแล้วแต่หากว่ากันตามตรงก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเท่าไร

เพราะเอกลักษณ์ของ โอซิล นั้นแท้จริงแล้วก็คือลูกแอสซิสต์แบบงามๆ หรือจังหวะถวายพานทองนั่นแหละซึ่งเรื่องการทำประตูของเขากลายเป็นเรื่องรองไปแบบเข้าใจได้

ตลอดระยะเวลาที่ โอซิล อยู่กับ ชาลเก้ 04, แวร์เดอร์ เบรเมน, เรอัล มาดริด และ อาร์เซน่อล รวมถึงทีมชาติเยอรมนีด้วยนั้นเขาทำไปได้ทั้งหมด 112 ประตูด้วยกัน

5. ชูลิโอ บาปติสต้า

ทำประตูน้อย

ดาวยิงร่างยักษ์ชาวบราซิเลี่ยนที่โด่งดังเป็นพลุแตกกับ เซบีย่า ด้วยการซัดไป 20 ประตูและ 18 ประตู ในฤดูกาล 2003-04 กับ 2004-05 จนถึงขั้นที่ เรอัล มาดริด อดใจไม่ไหวทุ่มเงินกว่า 20 ล้านยูโรคว้าตัวมาร่วมทัพ

ทว่าการตัดสินใจย้ายไป “ราชันชุดขาว” ทำให้สถิติการยิงประตูของ บาปติสต้า หยุดชะงักลงไปแบบน่าใจหายเพราะนับตั้งแต่นั้นเขายิงได้ไม่เกิน 10 ประตูอีกเลย

การย้ายไปอยู่ อาร์เซน่อล, โรม่า, มาลาก้า หรือแม้แต่ ครูเซยโร่ ก็ไม่เกิน 10 ประตูราวกับว่าเขาทิ้งความมั่นใจทุกอย่างไปหมดแล้วตอนเล่นให้กับ เรอัล มาดริด จนกระทั่งแขวนสตั๊ด บาปติสต้า ยิงไป 117 ประตูน้อยกว่าอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง รามอส ไปเรียบร้อย

ทั้งนี้ถ้าหากอยากจะ แทงบอลผ่านมือถือ หรือทำการ อ่านข่าวบอล เพิ่มเติมก็สามารถคลิ๊กมาอ่านได้ทันที

เพิ่มเติมข่าวสารอื่นๆได้จาก

เว็บกีฬาที่อัพเดทข่าวสารมาทั้งหมด

  1. https://cheerthai.co
  2. https://www.outsidesoccer.com
  3. https://www.5league.com/
  4. https://thaisbobet168.com/