Breaking News
5league.com
ไหนๆแอดก็เขียนถึงวิธีการเล่นเจาะลึก ราคาแทงบอล Sbobet มาก็เยอะแล้วเชื่อว่าเพื่อนๆหน้าใหม่ ก็ยังมีคำถามในใจเสมอว่าจะเลือกเล่น sboดีที่สุด กับเว็บไหน ซึ่งบางท่านก็อาจจะสนใจแค่โปรโมชั่น บางท่านก็อยากได้ความน่าเชื่อถือของเว็บ เดี๋ยวในบทความต่อไป เราจะเจาะลึกทุกเว็บที่รับ แทงบอลสโบเบท เพื่อให้เพื่อนๆง่ายต่อการเลือกและจะได้ไม่ต้องตั้งคำถามว่าจะเล่น Sbobet Maxbet เว็บไหนดี แล้วเจอกันคร้าบบบบบบบบบ

MAXBET

พาส่อง เรื่องราวน่าสนใจใน สัปดาห์ที่ 7 ของเวที พรีเมียร์ลีก

สัปดาห์ที่ 7

การแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษ เข้ามาถึงนัดที่ 7 ของหลายๆ ทีมแล้ว ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย กับการแข่งขันทั้ง 10 คู่ ตั้งแต่วันศุกร์ มาจนถึงวันจันทร์ ไฮไลท์ อาจจะอยู่ที่เกมบิ๊กแมตช์ใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล แต่เรื่องราวที่สนามอื่น นั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน และนี่คือเรื่องราวน่าสนใจที่เกิดขึ้นในเกม พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ …

Read More »

3 จุดร่วมที่ทำให้ 3 ทีมดัง ของเวที พรีเมียร์ลีก ฟอร์มบู่ ในเวลานี้

3 ทีมดัง

ในเกมสัปดาห์ที่ 6 ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020-21 3 ทีมดัง ไม่ว่าจะเป็น เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ต่างไม่ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการเลยนะครับ “เรือใบสีฟ้า” ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้เพียงแค่ผลเสมอกับ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด 1-1 …

Read More »

5 เหตุการณ์สำคัญ ที่ทำให้ นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว

นักเตะบาดเจ็บ

5 นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว หลังถูกเล่นงาน จนต้องพักยาวอยู่ข้างสนาม ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เป็นผู้เล่นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี จะเป็นใครและพักยาวกันประมาณไหน มาดูเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นกันดีกว่า ทบทวนความทรงจำเรื่องลูกหนังกันด้วย พาส่อง 5 นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว หลังได้รับบาดเจ็บ 1. อารอน แรมซี่ย์ ในปี 2010 อารอน แรมซีย์ ถือว่ายังสด และเป็นกำลังสำคัญรุ่นใหม่ที่อาร์เซน่อล ดันขึ้นมาเล่น หลังจากย้ายจากคาร์ดิฟฟ์ …

Read More »

ข่าวฟุตบอล

พาส่อง เรื่องราวน่าสนใจใน สัปดาห์ที่ 7 ของเวที พรีเมียร์ลีก

การแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษ เข้ามาถึงนัดที่ 7 ของหลายๆ ทีมแล้ว ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย กับการแข่งขันทั้ง 10 คู่ ตั้งแต่วันศุกร์ มาจนถึงวันจันทร์ ไฮไลท์ อาจจะอยู่ที่เกมบิ๊กแมตช์ใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล แต่เรื่องราวที่สนามอื่น นั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน และนี่คือเรื่องราวน่าสนใจที่เกิดขึ้นในเกม พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 7 ประจำฤดูกาล 2020-21

สัปดาห์ที่ 7 ในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก

1.ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นตัวเต็งการลุ้นแชมป์

สัปดาห์ที่ 7

แม้ว่าแชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล จะพ่ายแพ้ให้กับ แอสตัน วิลล่า ไปถึง 2-7 และจะมีความร้อนแรงของ เอฟเวอร์ตัน ที่ขึ้นมานำเป็นจ่าฝูง แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความคงเส้นคงวามากที่สุด ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มฤดูกาลด้วยความยากลำบากเล็กน้อย กับอาการบาดเจ็บของ อลิสซง เบคเกอร์ ทำให้ต้องเลือกใช้ อาเดรียน และก็มีความผิดพลาดกับการเสียประตู

และล่าสุดก็มาเจอปัญหาใหญ่คืออาการบาดเจ็บของ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ทำให้ทุกคนเป็นกังวลกับเรื่องของเกมรับที่จะเกิดขึ้น ซึ่งทำไปทำมา การป้องกันอาจจะมีปัญหาจริง แต่เกมรุกนั้นยังใช้งานได้ต่อไป สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เกือบจะคว้าได้เพียงหนึ่งคะแนนจาก เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด แต่การทำงานเกมบุกของสองตัวสำรองในเกมนั้นอย่าง เซอร์ดาน ชากิรี่ และ ดีโอโก้ โชต้า ก็เปลี่ยนการแข่งขันให้กลายเป็นการคว้า 3 คะแนนได้สำเร็จ

นี่เป็นเกมที่สองติดต่อกันแล้วสำหรับ “หงส์แดง” ที่เก็บชัยชนะได้จากการที่ถูกนำไปก่อน และมันเป็นการยิงประตูติดต่อกันของ โชต้า นับตั้งแต่เกมชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 กลางสัปดาห์ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และนัดล่าสุด ถือเป็นทีมที่บาลานซ์เกมรุกเกมรับ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีที่สุด ตลอด 7 เกมที่ผ่านมา มาจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็กลายเป็นทีมจ่าฝูงจนได้ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็งหนึ่งในสายตาบ่อนรับพนันต่างประเทศ ยังอยู่ในอันดับที่ 10 ของตาราง

2.ผลัดกันเป็นม้ามืด

สัปดาห์ที่ 7

ในช่วง 5 สัปดาห์แรก ใครๆ ก็พูดถึงความร้อนแรงของ เอฟเวอร์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่เก็บชัยชนะได้รวด พร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของนักเตะ 11 ตัวจริงในสนาม หลังจากนั้นก็มี แอสตัน วิลล่า เป็นอีกหนึ่งทีมที่ถูกพูดถึง เพราะพวกเขาทะยานขึ้นมาเป็นรองจ่าฝูงด้วยผลงานชนะ 4 เกมติดต่อกัน ผลงานชิ้นโบว์แดงคือการถล่ม ลิเวอร์พูล 7-2 นั่นเอง

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองทีมผลงานตกลงไป “ทอฟฟี่” เจอปัญหาอาการบาดเจ็บ และผู้เล่นตัวหลักติดโทษแบน ทำให้ฟอร์มนั้นแกว่งทันที ขณะที่ วิลล่า พวกเขาก็ช็อตไปดื้อๆ จากการสะดุดในเกมวันศุกร์ ที่พบกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งต้องชื่นชมความยอดเยี่ยมของ “ยูงทอง” ด้วย

แต่ในสัปดาห์นี้ ทีมม้ามืดเปลี่ยนมือเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นทีมที่โค่นทั้ง เอฟเวอร์ตัน และ แอสตัน วิลล่า ได้สำเร็จ นั่นคือ เซาธ์แฮมป์ตัน ปัจจุบันทัพ “นักบุญ” รั้งอยู่ในอันดับที่ 5 ของตารางแล้วนะครับ คิดดู จากทีมที่พ่ายแพ้คาบ้านให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ถึง 0-9 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก้าวขึ้นมาเป็นทีมหัวตารางอยู่ตอนนี้

พวกเขามีทีเด็ดในเรื่องของเกมรุก การเล่นฉาบฉวย โดยเริ่มจากการเล่นบีบเพรสซิ่งสูงตั้งแต่แดนบน และใช้ความเร็วในการต่อบอลจนไปถึงประตูคู่แข่ง นอกนั้นพวกเขายังแสดงให้เห็นถึงทีเด็ดที่มีอีกอย่าง คือการยิงฟรีคิกของ เจมส์ วอร์ด-เพราส์ ด้วย ส่งให้พวกเขาบุกไปเอาชนะ วิลล่า ได้ 4-3 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเปิดรังเก็บชัยเหนือ เอฟเวอร์ตัน 2-0 ในอาทิตย์ก่อน

3.เบล กลับมาแล้ว

สัปดาห์ที่ 7

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กำลังอยู่ในฟอร์มเกมลีกที่น่าประทับใจเลยนะครับ หลังจากพ่ายแพ้ในเกมแรกให้กับ เอฟเวอร์ตัน หลังจากนั้นก็ยังไม่แพ้ใครอีกเลย อาจจะมีสะดุดเสมอบ้าง หรือแพ้ในเกม ยูโรปาลีก แต่นั่นก็คือการโรเตชั่นที่มันเกิดขึ้น ในสไตล์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ หลายๆ คนเชื่อกันว่าหาก “ไก่เดือยทอง” ใช้ผู้เล่นชุดหลักลงสนาม ก็ไม่น่าจะพลาด 3 คะแนน

เกมล่าสุด สเปอร์ส มีการสลับสับเปลี่ยนทีมเล็กน้อย แต่ยังยึด ซน ฮึงมิน และ แฮร์รี่ เคน เป็นตัวหลัก การเปิดบ้านเจอกับ ไบรท์ตัน ไม่น่าใช่ปัญหา เจ้าถิ่นออกนำไปก่อนจากจุดโทษ ตั้งแต่นาทีที่ 13 โดย แฮร์รี่ เคน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจาะเกมรับของ ไบรท์ตัน ได้มากนัก สุดท้ายมาโดนตีเสมอในช่วงต้นครึ่งหลัง

ซึ่งมันก็อาจจะเป็นประตูปัญหาจากลูกฟาวล์ของ ไบรท์ตัน ก่อน แต่สุดท้ายผู้ตัดสินไปดู วีเออาร์ มาแล้วก็ยังยืนยันว่าไม่ฟาวล์ และเป็นประตูของ ทายริค แลมพ์ตี้ย์ หลังจากนั้น สเปอร์ส เร่งเครื่องอย่างหนักเพื่อพยายามที่จะพังประตูขึ้นนำอีกครั้ง โดยที่มีการยิงชนเสาไปถึง 2 ครั้งสองครา แต่ก็ยังไม่เป็นประตู

สุดท้ายฮีโร่คนใหม่หน้าเก่าอย่าง แกเร็ธ เบล ที่ลงสนามมาแทน เอริค ลาเมล่า ในนาทีที่ 70 ใช้เวลาตั้งแต่ลงมาเล่นเพียง 3 นาที ก็ยืนขวิดบอลด้วยศรีษะเข้าประตูไป นี่เป็นประตูแรกของ เบล ในการกลับมายังถิ่นเก่าเป็นครั้งที่สอง ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไป เราน่าจะได้เห็นอะไรจากเขามากกว่านี้อีกอย่างแน่นอน

4.ความพ่ายแพ้ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

สัปดาห์ที่ 7

และแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็พ่ายให้กับ อาร์เซน่อล ในเกมบิ๊กแมตช์ไป 0-1 ยังไม่สามารถเก็บชัยในถิ่นตัวเองได้เลย นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา เจ้าถิ่นกำลังอยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดี ล่าสุดเพิ่งถล่มใส่ อาร์เบ ไลป์ซิก ทีมจ่าฝูง บุนเดสลีกา เยอรมัน ด้วยสกอร์ 5-0 แถมก่อนหน้านั้นยังเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นที่แล้ว 2-1 ด้วย

แต่ปรากฏว่า อาร์เซน่อล แก้เกมของ ยูไนเต็ด มาได้อย่างดี พวกเขาเข้าบีบใส่นักเตะ “ปีศาจแดง” จนไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดนัก ครึ่งหลัง แมนฯ ยู กลับมาเล่นได้ดีขึ้น ครองบอลได้มากขึ้น และบุกได้เยอะขึ้น ทีมกำลังไปในทิศทางที่ดีแล้วนะครับ แต่ก็มาพลาดจากการเสียจุดโทษของ ปอล ป็อกบา

สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด มันก็ต้องเป็นคำถามกันต่อไปว่าเพราะเหตุใด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลือกที่จะใช้งาน ป็อกบา อยู่ในสนามต่อไป และถอด บรูโน่ แฟร์นันเดส ออก ตอนที่เกมกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม อย่างไรก็ตาม การได้เพียง 7 คะแนนจากการลงเล่น 6 นัด นอกจากไม่ชนะในบ้านตัวเองมา 4 เกมติดแล้ว มันเป็นการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ ครั้งล่าสุดที่พวกเขาไม่ชนะในบ้าน 4 นัดรวด เกิดขึ้นตั้งแต่ฤดูกาล 1972-73 นู่นเลย มันเป็นการฉลอง 100 เกมของ โซลชา ในการคุม “ปีศาจแดง” ที่ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย

ติดตาม ข่าวบอลอัพเดทใหม่ ทุกวันได้ที่เว็บ playmun

3 จุดร่วมที่ทำให้ 3 ทีมดัง ของเวที พรีเมียร์ลีก ฟอร์มบู่ ในเวลานี้

ในเกมสัปดาห์ที่ 6 ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020-21 3 ทีมดัง ไม่ว่าจะเป็น เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ต่างไม่ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการเลยนะครับ “เรือใบสีฟ้า” ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้เพียงแค่ผลเสมอกับ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่ลอนดอน สเตเดี้ยม ทำให้พวกเขาเสมอ 2 จาก 3 เกม และชนะเพียงนัดเดียวจาก 4 แมตช์หลังสุด

เอฟเวอร์ตัน เสียสถิติพ่ายแพ้เป็นเกมแรก ด้วยการบุกไปโดน เซาธ์แฮมป์ตัน ชนะด้วยสกอร์ 2-0 โดน ลิเวอร์พูล ทำแต้มขึ้นมาเท่ากัน เหนือกว่าแค่ลูกได้เสีย และปิดท้ายวันอาทิตย์ด้วย อาร์เซน่อล ที่พ่ายคาบ้านตัวเองให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-1 จากประตูชัยของ เจมี่ วาร์ดี้ ซึ่งลงมาเป็นสำรอง แพ้สองเกมติดต่อกัน ทั้งสามทีม อาจจะเล่นกันคนละสไตล์ ชื่อชั้นของแต่ละสโมสรก็จะไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับเป้าหมาย แต่พวกเขามีจุดร่วมเหมือนกันอยู่ 3 จุดด้วยกัน ที่มันทำให้ฟอร์มการเล่นที่ออกมาไม่ “เพอร์เฟค” อย่างที่หวัง และนี่คือจุดร่วม 3 อย่างของการสะดุดในเกมนี้

พาส่องปัญหาที่ 3 ทีมดัง พรีเมียร์ลีก กำลังเจออยู่ในตอนนี้

1.เกมรับที่มีปัญหา

3 ทีมดัง

แม้ว่า แมนฯ ซิตี้ จะคว้าเอา รูเบน ดิอาซ เข้ามาร่วมทัพแล้วก็ตาม แต่ผลงานโดยรวมของเกมรับนั้นยังถือว่าต้องปรับกันอยู่พอสมควร จนป่านนี้ พวกเขาเก็บคลีนชีทได้เพียงแค่นัดเดียวในลีกจาก 5 เกม และเป็นเพียงนัดที่ 2 ในทุกรายการตลอด 10 นัดหลังสุดที่ได้ลงเล่น ปัญหาเรื่องเกมรับยังคงมีผลอยู่ในตอนนี้ อย่างในนัดที่เอาชนะ อาร์เซน่อล ได้ 1-0 ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งแมตช์ที่พวกเขาทำได้ดีสุดๆ กับการเล่นป้องกัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอกับทีมที่พวกเขาต้องเปิดเกมบุกใส่ ทีมก็มักจะพลาดเสียประตูในทุกๆ ครั้ง

เอฟเวอร์ตัน นี่ยิ่งหนักเลยครับ พวกเขาเก็บคลีนชีทไม่ได้เลย ตลอด 5 เกมที่ผ่านมาในลีก มีเพียงแค่นัดแรกที่เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-0 เท่านั้น แนวรับยังคงเป็นปัญหา แต่ที่ขึ้นมาได้ถึงการเป็นจ่าฝูง ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะเกมรุกที่สามารถยิงประตูได้เยอะกว่า ซึ่งมันไม่ถาวรหรอกครับ อย่างที่เราเห็นกันในเกมล่าสุด ประตูยังคงเสีย แต่เมื่อไหร่ที่ยิงได้น้อยกว่าที่เสีย ก็จะพ่ายแพ้ในทันที คู่เซ็นเตอร์อย่าง ไมเคิ่ล คีน และ เยรี่ มีน่า จริงๆ แล้วดูแข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่เข้าขากันเท่าที่ควร

ด้านแบ็กซ้ายอย่าง ลูก้าส์ ดีญ ก็เด่นในเรื่องเกมบุก และมักจะหลุดตำแหน่งเพราะการเติมไปเปิดบอลให้เพื่อน แล้วลงไม่ทัน อย่างเช่นในจังหวะลูกสองที่ทีมเสียเกมนี้ จอร์แดน พิคฟอร์ด เองก็ยังมีช็อตเหวอๆ หลุดๆ อยู่เป็นประจำ ถ้าเป็นการเซฟอาจจะพอไว้ใจได้ แต่ถ้าเป็นเคสในการตัดสินใจ หรือช่วงที่โดนกดดันจากคู่แข่ง ก็จะมีปํญหาขึ้นมา อาร์เซน่อล พลาดท่าให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ เต็มๆ เลยนะครับ แม้ว่าการเสริมทัพในซีซั่นนี้ จะเน้นไปที่เกมรับ แต่มันก็ยังมีจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นแบบหลัง 3 หรือหลัง 4

ส่วนหนึ่งมากจากการจัดตัวที่ผิดพลาดของ มิเกล อาร์เตต้า ด้วย เพราะวันนี้เขาเลือกใช้ กรานิต ชาก้า ยืนเป็นเซนเตอร์ ซึ่งความเร็วของเขานั้นไม่สามารถสู้ วาร์ดี้ ได้อย่างแน่นอน แถมยังไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดอีกด้วย

2.แนวรุกฝืดอย่างน่าตกใจ

3 ทีมดัง

ฟากฝั่งของ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” อย่างที่บอกไปว่าพวกเขาเด่นเกมรุกเป็นอย่างมาก คาร์โล อันเชล็อตติ ได้ตัวผู้เล่นแนวรุกที่ถูกใจแล้ว เพียงแต่ในเกมพบกับ เซาธ์แฮมป์ตัน มันหายวูบไปอย่างเหลือเชื่อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกองหลังของ “นักบุญ” มันเหมือนมีผู้เล่นที่ “เข้าทาง” ในการเล่นงาน โดมินิค คาลเวิร์ต-เลวิน เนื่องจากทั้ง ยานนิค เวสเตอร์การ์ด และ แยน เบดนาเร็ก เป็นสองเซ็นเตอร์แบ็กที่ตัวสูงใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับหัวหอกดาวซัลโว

มันจึงทำให้แข้งหมายเลข 9 ในวันนั้น เล่นไม่ออกเลยทีเดียว เรียกได้ว่ามันเป็นศักยภาพที่เข้าทางลูกทีมของ ราล์ฟ ฮัสเซ่นฮุทเทิ่ล มีพอดิบพอดี แมนฯ ซิตี้ เจอปัญหาแนวรุกมาตลอดตั้งแต่ต้นฤดูกาลมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาเป็นทีมที่มีเกมบุกร้อนแรง ตั้งแต่เริ่มเสียงนกหวีดของผู้ตัดสิน พวกเขาเป็นทีมที่ต้องการทำประตูให้เร็วและเยอะที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ฉะนั้นเราจะเห็นการขึ้นนำ 1-0 ที่มักจะเกิดในช่วง 25 นาทีแรกเป็นประจำ แต่หลังจากนั้นถ้าเป็นฤดูกาลก่อนๆ ลูก 2-3 ก็จะตามมา

แต่ในซีซั่นนี้ มันไม่มาตามนัด ซึ่งนอกจากจะทำให้ทีมได้แค่ลูกเดียว ประกอบกับเกมรับที่ไม่น่าไว้ใจเท่าที่ควร ส่งผลให้พวกเขาเสียด้วย จากที่นำ 1-0 ก็กลายเป็น 1-1 หรือแพ้ไปแบบในเกมที่พบ เลสเตอร์ ซิตี้ การอำลาทีมไปของ ดาบิด ซิลบา นั้นมีผลเป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้ทีมนั้นต้องใช้เพียง เควิน เดอ บรอยน์ ในการลำเลียงเกมบุก ซึ่งมาถึงตอนนี้ อิลคาย กุนโดกัน คือนักเตะที่ทำศักยภาพให้ทีมได้แย่ที่สุด นับตั้งแต่ซื้อตัวเข้ามา เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในหน้าที่ต่างๆ

อาร์เซน่อล กลายเป็นตื้อในเกมรับไปดื้อๆ ทั้งที่เปิดหัวในเกมแรกของซีซั่น ด้วยการเอาชนะ ฟูแล่ม 3-0 และเอาชนะ เวสต์ แฮม อีก 2-1 แต่หลังจากนั้นกลายเป็นว่าพวกเขาได้ประตูเพียง 4 ลูก จากการลงสนาม 4 นัด ซึ่งมันทำให้ 4 เกมหลังสุดนั้นพวกเขาชนะได้แค่นัดเดียว และแพ้ไปถึง 3 เกม โดยแมตช์ที่ชนะ คือการที่พวกเขายิงเกิน 1 ประตู เช่นเดียวกับ แมนฯ ซิตี้ เลย

หลังจากที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ผู้เล่นกัปตันทีม ทำการต่อสัญญาฉบับใหม่ไป เขาก็ฝืดทันที ยิงไม่ได้มาตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล ที่เอาชนะ ฟูแล่ม และล่าสุดเพิ่งจะปลดล็อคได้อีกครั้ง ในนัดที่เอาชนะ ราปิด เวียนนา 2-1 ในฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรปาลีก เมื่อกลางสัปดาห์

3.สภาพทีมไม่พร้อมใช้งาน

3 ทีมดัง

อย่างสุดท้ายที่ทั้งสามทีมนั้นมีเหมือนกันคือสภาพทีมนั้นไม่พร้อมจะใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาการบาดเจ็บ หรืออะไรต่างๆ เอฟเวอร์ตัน เริ่มเจอสภาพปัญหานักเตะบาดเจ็บกันแล้ว ตั้งแต่เกมที่พบกับ ลิเวอร์พูล มีผู้เล่นหลายรายไม่ฟิตเท่าที่ควร แต่ก็ต้องเข็นลงสนาม เพราะขนาดทีมนั้นไม่ได้มาก พวกตัวสำรองบางรายก็บาดเจ็บไปก่อนหน้านั้น

ในนัดล่าสุด พวกเขายังขาด ริชาร์ลิสัน ที่โดนใบแดงในเกมก่อน ถูกแบน 3 เกม ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักเลยที่ทำให้ทีมนั้นไม่มีอันตรายในเกมรุก ได้โอกาสยิงเพียง 6 ครั้งเข้ากรอบแค่ 2 เท่านั้น เชมุส โคลแมน ก็บาดเจ็บ ต้องส่งเอา เบน ก็อดฟรีย์ ลงมาเล่น ซึ่งเจ้าตัวเป็นนักเตะใหม่ แถมตำแหน่งปกติของเขาคือเซ็นเตอร์อีกต่างหาก ด้าน ฮาเมส โรดริเกซ ก็ยังไม่ได้มีสภาพสมบูรณ์เต็มถัง ต้องเข็นลงสนามมา แถมเกมถัดไป พวกเขาจะขาด ลูก้าส์ ดีญ ที่โดนใบแดงนัดล่าสุดอีกหนึ่งคนด้วย

อาร์เซน่อล ยังคงเป็นทีมที่มีปัญหาเรื่องนักเตะบาดเจ็บ และล่าสุดตอนนี้ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของพวกเขาใช้ไม่ได้ถึง 3 ตัว คัลลั่ม แชมเบอร์ส, ปาโบล มารี และล่าสุด ร็อบ โฮลดิ้ง ทำให้ อาร์เตต้า ต้องใช้ กรานิต ชาก้า ลงมาเล่นเป็นหลัง 3 ตัว ซึ่งโดยปกติมันควรจะเป็น เคียแรน เทียร์นี่ย์ แล้วให้แบ็กซ้ายเป็นตัวอื่น แต่กุนซือชาวสแปนิช เลือกให้เขายืนเป็นวิงแบ็กซ้าย แล้วเอากองกลางชาวสวิส ลงเป็น 1 ใน 3 ปราการหลัง

ผลปรากฏว่าตามสปีดของ เซนกิซ อุนแดร์ ไม่ทัน และมันกลายเป็นการเสียประตูให้กับ เลสเตอร์ ซึ่งเป็นประตูโทน ส่วนหนึ่งต้องบอกว่า อาร์เตต้า เองก็วางหมากพลาดด้วยเช่นกัน และล่าสุด ดาวิด ลุยซ์ ก็มาได้รับบาดเจ็บไปอีกหนึ่งราย ต้องโดนเปลี่ยนออกไปตั้งแต่นาทีที่ 49 เช่นเดียวกับ บูกาโย่ ซาก้า และยังไม่รู้ว่าจะต้องพักนานขนาดไหน วิลเลี่ยน เองก็ยังฟิตกลับมาเล่นไม่ได้ ถือว่าเป็นสภาพทีมที่หนักมากๆ สำหรับทัพ “ปืนใหญ่” ในตอนนี้ จากนักเตะก่อนเริ่มฤดูกาลที่มีทับกันหลายต่อหลายคนในแต่ละตำแหน่ง แต่ตอนนี้เริ่มร่อยหรอ

ทั้งนี้ถ้าต้องการอยากจะอ่าน ข่าวบอลสด ก็สามารถตามมาอ่านได้ที่เว็บนี้ที่เดียว

5 เหตุการณ์สำคัญ ที่ทำให้ นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว

5 นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว หลังถูกเล่นงาน จนต้องพักยาวอยู่ข้างสนาม ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เป็นผู้เล่นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี จะเป็นใครและพักยาวกันประมาณไหน มาดูเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นกันดีกว่า ทบทวนความทรงจำเรื่องลูกหนังกันด้วย

พาส่อง 5 นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว หลังได้รับบาดเจ็บ

1. อารอน แรมซี่ย์

นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว

ในปี 2010 อารอน แรมซีย์ ถือว่ายังสด และเป็นกำลังสำคัญรุ่นใหม่ที่อาร์เซน่อล ดันขึ้นมาเล่น หลังจากย้ายจากคาร์ดิฟฟ์ มาร่วมทีม แต่แล้วความโชคร้ายก็มาเยือน เมื่อโดน ไรอัน ชอวร์ครอสส์ กองหลังสโต๊ค ซิตี้ เข้าเสียบสกัดอย่างหนัก ส่งผลให้ขาหักทันทีคาสนามแข่ง คนเสียบยังเสียน้ำตาคาสนาม ส่วนคนโดนเสียบไม่ต้องบอกว่า เจ็บปวดแค่ไหน หลายคนยังกลัวแรมซีย์เสียอนาคต แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเขากลับมาลงสนามได้อีกครั้ง และกลายเป็นนักเตะจอมคลาสสิคที่เป็นกำลังสำคัญให้กับอาร์เซน่อลจนได้

2. ลุค ชอว์

นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว

แม้ว่าฟูลแบ็คทีมชาติอังกฤษ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องเจอกับอาการบาดเจ็บและพักรักษาตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะสร้างความเจ็บปวดให้เขาได้มากเท่าครั้งนี้ เหตุการณ์เกิดในปี 2015 ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะทะกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น  ชอว์ พยายามกระชากบอลหนีคู่แข่ง แต่กลับโดน เอ็กเตอร์ โมเรโน่ ไล่เสียบจนร่วง ผลปรากฏว่า ขาหักถึงสองจุดด้วยกัน งานนี้ต้องเข้าโรงหมอเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บและหยุดพักยาว 9 เดือนเต็ม ก่อนจะกลับมาโลดแล่นให้กับทีมปีศาจแดงอีกครั้งจนกระทั่งปัจจุบันนี้

3. แกรี่ แม็บบับต์

นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว

ย้อนกลับไปในยุคแรกของศึกพรีเมียร์ลีก ในปี 1993 สเปอร์ส ทำศึกดาร์บี้แมตช์ พบกับทีมจอมโหด วิมเบิลดัน ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการเล่นหนักอยู่แล้ว ในจังหวะขึ้นโหม่ง แกรี่ แม็บบัตต์ กองหลังกัปตันทีม โดนศอกของ จอห์น ฟาชานู กองหน้าร่างยักษ์เข้าเต็มดอก งานนี้กระดูกแก้มแตกถึง 4 จุด แถมด้วยเข้าตาแตกอีกต่างหาก งานนี้เรียกได้ว่าต้องพักแข้งไปยาวๆ 1 ปีเต็มๆ เพราะต้องใส่แผ่นโลหะเอาไว้บนหน้า เพื่อช่วยให้กระดูกประสานกัน หนักจริงๆงานนี้

4. ปีเตอร์ เช็ก

นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว

นายทวารทีมชาติเช็ก ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อ โดน สตีฟ ฮันส์ กระแทกเข้าอย่างหนัก ในปี 2006 งานนี้ถึงต้องเข้ารับการผ่าตัดเพราะเกิดรอยร้าวที่กะโหลกศีรษะกันเลยทีเดียว หลังจากปีเตอร์ เช็ก ใช้เวลาในการรักษาตัวอยู่อย่างยาวนาน เมื่อกลับมาลงสนาม จำเป็นต้องใส่หมวกพิเศษ ลงเพื่อป้องกันอาการกระทบกระเทือน และกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวอย่างไม่ได้ตั้งใจไปซะอย่างนั้น

5. อเล็กซ์ อ๊อกซเลต แชมเบอร์เลน

นักเตะต้องเจ็บหนักพักยาว

เพื่อนร่วมทีมของเฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เคยประสบปัญหาเกี่ยวกับเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าด้วยเช่นกัน เพราะในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2017 ในเกมที่พบกับโรม่า มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษรายนี้ สไตล์ตัวผิดจังหวะ ทำให้เกิดอาการเอ็นขาด เป็นเหตุให้ต้องเข้ารับรักษาอาการบาดเจ็บด้วยการผ่าตัดหลายครั้ง ใช้เวลารวบรวมความแข็งแกร่งเป็นปี ก่อนที่หวนคืนสู่ทีมได้อีกครั้ง และเป็นหนึ่งในสมาชิกชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกของลิเวอร์พูลอีกด้วย เรียกได้ว่า หัวใจที่แข็งแกร่งทำให้เขายังกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้งจริงๆ

นอกจากนี้ยังสามารถติดตามอ่าน ข่าวบอลอัพเดทใหม่ ได้ที่นี่ทุกวัน

5 ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด ของเวที พรีเมียร์ลีก ในปัจจุบัน

หลังตลาดลูกหนังปิดตัวลงไป ก็พอที่จะมาสรุปในหัวข้อนี้กันได้ว่า ปัจจุบัน ใครเป็น ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด ของพรีเมียร์ลีกในตอนนี้ ชื่อชั้นของแต่ละคน ก็เหมาะสมกับรายได้ที่พวกเขากำลังได้รับจากสโมสร ฝีเท้าและความสามารถของเขา ทำให้หลังเลิกอาชีพค้าแข้งไปแล้ว เรียกได้ว่า สบายไปตลอดชาติกันได้เลยทีเดียว จะมีใครกันบ้างที่เป็นป๋าของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

พาไปดู 5 ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด ในพรีเมียร์ลีก

5. เกเร็ธ เบล (สเปอร์ส)

ค่าเหนื่อย : 220,000 ปอนด์/สัปดาห์

ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด

นี่คือค่าเหนื่อยที่สเปอร์ส จ่ายให้เขาในช่วงที่ยืมตัวมาใช้งาน 1 ฤดูกาล แต่หากนับมูลค่ารวมที่เรอัล มาดริด ยังคงต้องจ่ายส่วนต่างให้กับเบลแล้ว เอาเป็นว่า ไม่มีใครหน้าไหนในพรีเมียร์ลีก กินค่าเหนื่อยเกินเขาไปได้อย่างแน่นอน เพราะแว่วมาว่ารายได้รวมของเขาจากเรอัล มาดริด สัปดาห์ละ 600,000 ปอนด์เลยทีเดียว ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐี เปิดร้านอาหารและผลิตเบียร์ของตัวเองไปขายในเวลส์ บ้านเกิด พร้อมกับคฤหาสน์อันแสนหรูหรา และเวลานี้เรื่องเงินคงไม่ใช่ปัญหาของเบลแล้ว แต่การได้ลงสนามฟุตบอล เป็นสิ่งที่เขาถวิลหามากกว่า

4. เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ค่าเหนื่อย : 230,000 ปอนด์/สัปดาห์

ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด

เข้าสู่ช่วงท้ายของสัญญาฉบับปัจจุบันที่กำลังจะหมดกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้ว และกุน อเกวโร่ กำลังเร่งทำฟอร์มการเล่นของตัวเองอยู่ หลังจากฟื้นจากอาการบาดเจ็บกลับมา และยังไม่ขยับเข้าสู่ฟอร์มเก่าได้ ซึ่งหากได้รับการต่อสัญญาใหม่ เป็นไปได้ว่า ตัวค่าเหนื่อยจำนวนนี้ของเขาอาจจะขยับสูงขึ้นกว่าเก่าก็ได้ เพราะมันอาจจะเป็นการต่อสัญญาครั้งสุดท้ายกับทีมตราเรือใบก็เป็นได้ ถึงยังไง เขาก็ยังเป็นนักเตะต่างชาติที่เป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกอยู่วันยังค่ำ หากเลิกค้าแข้งย้ายกลับบ้านเกิด อาร์เจนติน่า เขาใช้ชีวิตยังกะราชาได้อย่างสบายๆ

3. อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ค่าเหนื่อย : 250,000 ปอนด์/สัปดาห์

ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด

แพงมาตั้งแต่ค่าตัวที่ย้ายจากโมนาโก สู่รั้วโอลด์แทร็ฟฟอร์ด ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้ฐานเงินเดือนของกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสรายนี้สูงเป็นระดับแนวหน้าของทีม และการต่อสัญญาของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2019 ที่ขยายไปจนถึงปี 2024 ทำให้เขาขยับตัวเลขของค่าเหนื่อยขึ้นสูงตามมาอีกด้วยเช่นกัน ปัจจุบัน เขายังเป็นกองหน้าตัวหลักของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ทำหน้าที่ทั้งตำแหน่งหน้าเป้า และกองหน้าริมเส้นฝั่งซ้ายให้กับทีม

2. ปอล ปํอกบา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ค่าเหนื่อย : 290,000 ปอนด์/สัปดาห์

ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด

อดีตมิดฟิลด์ที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก และยังเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงที่ซื้อกลับมาจากยูเวนตุส ปัจจุบัน เขาเหลือสัญญากับทีมปีศาจแดงอยู่เป็นปีสุดท้าย แต่ยังมีอ๊อปชั่นต่อสัญญาอีก 1 ปี ซึ่งคาดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะใช้สิทธิ์ดังกล่าว และมีทิศทางว่า หากป๊อกบาเลือกที่จะต่อสัญญากับทีมออกไป หรือ ย้ายไปเล่นกับทีมอื่น เขาจะได้รับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่รับอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

1. ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ค่าเหนื่อย : 300,000 ปอนด์/สัปดาห์

ดาวเตะค่าเหนื่อยสูงสุด

ถือได้ว่าเป็นนักเตะอังกฤษ ที่กินค่าเหนื่อยระดับสูงสุดแล้ว เพราะการต่อสัญญาในปี 2018 ทำให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง จะกินค่าเหนื่อยระดับตัวเลข 300,000 ปอนด์ ยาวไปจนถึงปี 2023 ทีเดียว และเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่ย้ายออกมาจากลิเวอร์พูล ในช่วงเวลาที่ทำให้เขาสามารถพัฒนาฝีเท้าและประสบความสำเร็จให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้พอดี ฟอร์มการยิงประตูของเขา พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และคาดกันว่า ค่าเหนื่อยที่เขาได้รับ จะไม่หยุด

โดยบทความหน้าพวกเราจะเอาข่าวคร่าวเกี่ยวกับ ข่าวบอล อะไรมาอัพเดทกันอีก ก็สามารถติดตามดูได้ที่เว็บไซต์นี้ที่เดียว

สโมสรไหนป๋า ทุ่มเงินคว้านักเตะ มากที่สุด ในตลาดลูกหนังซัมเมอร์ 2020

5 สโมสรที่ทำการ ทุ่มเงินคว้านักเตะ ที่จัดหนักที่สุดในตลาดนักเตะซัมเมอร์ ที่เพิ่งจะปิดตัวลงไปแบบสดๆ ร้อนๆ ใครคือทีมที่ใจกล้าที่สุด ที่พร้อมจะควักทุนในการเสริมผู้เล่นมากที่สุดในตลาดยุโรป แต่คงจะไม่เหนือบ่ากว่าแรงในการคาดเดาสักเท่าไหร่ แต่เราไปดูจำนวนเงินที่เขาใช้ เพียงแค่ฤดูกาลเดียวนี่สิ ว่ามันจะรวยกันไปถึงไหน เหลือทีมใดบ้าง มาดูกันเลย

พาส่อง 5 สโมสรที่ ทุ่มเงินคว้านักเตะ มากที่สุดในซัมเมอร์นี้

5. ลีดส์ ยูไนเต็ด

เงินลงทุน : 94.68 ล้านปอนด์

ทุ่มเงินคว้านักเตะ

ทีมผู้บริหารจำเป็นจะต้องเสริมทัพให้กับยอดกุนซืออย่าง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ที่เข็นทีมยูงทองกลับคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งในรอบ 16 ปี เพราะเป็นการทุ่มทุนเพื่อสร้างทีมให้อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดให้นานที่สุด ทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่ ดาวรุ่งเข้ามาเสริมทัพอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรดริโก้ จากบาเลนเซีย, ดิเอโก้ ยอร์เรนเต้ จากเรอัล โซเซียดัด, เฮลเดอร์ คอสต้า จากวูล์ฟแฮมป์ตัน, ราฟินญ่า จากแรนส์, โรบิน โคช จาก ไฟร์บวร์ก และการลงทุนครั้งนี้ก็สามารถทำให้ลีดส์ กำลังกลายเป็นทีมเล่นฟุตบอลกันได้อย่างสนุกสนานดุเดือด เหมือนความตั้งใจที่ บิเอลซ่ากำลังอยาจะให้เป็น

4. ยูเวนตุส

เงินลงทุน : 99.1 ล้านปอนด์

ทุ่มเงินคว้านักเตะ

แม้ว่าจะครองแชมป์กัลโช่ เซเรียอา ได้ถึ 9 สมัยติดต่อกันแล้ว แต่เป้าหมายในการเสริมทัพของ ยูเวนตุส ต้องการที่จะมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในเวทียุโรป เช่นเดียวกัน ทำให้พวกเขายังคงเดินหน้าเพื่อหาผู้เล่นมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม ที่แพงที่สุดเห็นจะเป็นการคว้าตัว อาร์ตูร์ มาจากบาเซโลน่า ด้วยสนนราคา 64.8 ล้านปอนด์ โดยไปจ่ายค่ายืมตัว อัลวาโร่ โมราต้า มาจากแอตเลติโก มาดริด อีก 9 ล้านปอนด์ เพื่อเพิ่มเติมความเด็ดดวงในแดนหน้าอีกด้วย ขนาด เมาริซิโอ ซาร์รี่ พาทีมป้องกันแชมป์กัลโช่ได้สำเร็จ ยังโดนเด้งออกจากตำแหน่งเพราะผลงานในเกมยุโรปไม่ดี เพราะฉะนั้นกุนซือใหม่อย่าง อันเดรีย ปีร์โร่ ลงจะต้องเน้นผลงานเวทียุโรปให้แจ๋วด้วย

3. บาร์เซโลน่า

เงินลงทุน : 111.6 ล้านปอนด์

ทุ่มเงินคว้านักเตะ

อยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ภายใต้การคุมทัพของ โรนัลด์ คูมัน จึงจำเป็นจะต้องทุ่มงบประมาณการซื้อให้กับการทำงานของอดีตกุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ด้วย มิราเลม ปานิช จากยูเวนตุส ถือเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในตลาดครั้งนี้ของบาร์ซ่า เพราะต้องใช้งบลงทุน 54 ล้านปอนด์ ส่วนเป้าหมายต่างๆ ที่เป็นดาวเตะฮอลแลนด์ด้วยกันอย่าง จินี่ ไวจ์นัลดุม และ เมมฟิส เดปาย ดูเหมือนว่า ปีหน้ามีลุ้นจะได้ตัวมาเสริมทัพแบบฟรีๆ เพราะทั้งคู่เหลือสัญญากับต้นสังกัดปัจจุบันเป็นปีสุดท้าย เลยรอสักนิด เพื่อของดีแบบฟรีๆ ในปีหน้าแทน

2. แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เงินลงทุน : 141.12 ล้านปอนด์

ทุ่มเงินคว้านักเตะ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หมดเงินลงทุนไปกับเรื่องเกมรับเป็นส่วนใหญ่ เพราะการคว้าตัวรูเบน ดิอาซ และ นาธาน อาเก้ แค่สองคนนี้ก็ค่าตัวทะลุ 100 ล้านปอนด์ไปแล้ว การทุ่มกับแนวรับในปีนี้ เป็นการปิดจุดอ่อนที่พวกเขาต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียแชมป์ให้กับลิเวอร์พูลไป แถมผลงานช่วยออกสตาร์ท ก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ ทำให้การทุ่มทุนอีกครั้งกับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค จะเป็นการแก้ได้ตรงจุด ขึ้นอยู่กับฟอร์มของสองเซ็นเตอร์ตัวใหม่แล้วว่า จะสามารถช่วยทีมได้มากน้อยแค่ไหนก็ตามเท่านั้น

1. เชลซี

เงินลงทุน : 222.48 ล้านปอนด์

ทุ่มเงินคว้านักเตะ

ถือเป็นทีมที่เสริมทัพได้หนักหน่วงที่สุดในยุโรป หลังจากได้งบประมาณจากการปล่อยตัวเอเด็น อาซาร์ จอมทัพคนเก่งให้กับเรอัล มาดริด พวกเขาก็เดินหน้าเพื่อลดระดับช่องว่าง ที่ถูกลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทิ้งหนีห่างไปไกลพอสมควร การได้ตัวสองนักเตะระดับท็อปที่สุดในบุนเดสลีกาอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์ และ ติโม แวร์เนอร์ เรียกเสียฮือฮาจากวงการได้ไม่น้อย และการซื้อครั้งนี้ แบ่งกระจายนักเตะไปยังตำแหน่งต่างๆ มากมาย เพราะ การซื้อ เอดูอาร์ เมนดี้ ก็เป็นการหาทางแก้ไขในตำแหน่งของ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่ถือเป็นตำแหน่งจุดอ่อนที่สุดของทีม การคว้าตัวฟรีๆ ของติอาโก้ ซิลวา ก็จะมาช่วยในแนวรับ ขณะที่ ฮาคิม ซิเย็ค นักเตะยอดเยี่ยมลีกดัตช์ ก็จะมาเติมเต็มเกมมิดฟิลด์ให้กับทีมอีก ซื้อเยอะขนาดนี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ดมีหนาว เพราะหากฟอร์มไม่ดี มีสิทธิ์กระเด้งออกจากตำแหน่งเหมือนกัน เพราะใช้เงินเยอะมากๆ จริงๆ

สามารถติดตามการอัพเดท ข่าวบอลใหม่ล่าสุด ได้ที่เว็บนี้ที่เดียว

เพิ่มเติมข่าวสารอื่นๆได้จาก

เว็บกีฬาที่อัพเดทข่าวสารมาทั้งหมด

  1. https://cheerthai.co
  2. https://www.outsidesoccer.com
  3. https://www.5league.com/
  4. https://thaisbobet168.com/