Breaking News
5league.com
ไหนๆแอดก็เขียนถึงวิธีการเล่นเจาะลึก ราคาแทงบอล Sbobet มาก็เยอะแล้วเชื่อว่าเพื่อนๆหน้าใหม่ ก็ยังมีคำถามในใจเสมอว่าจะเลือกเล่น sboดีที่สุด กับเว็บไหน ซึ่งบางท่านก็อาจจะสนใจแค่โปรโมชั่น บางท่านก็อยากได้ความน่าเชื่อถือของเว็บ เดี๋ยวในบทความต่อไป เราจะเจาะลึกทุกเว็บที่รับ แทงบอลสโบเบท เพื่อให้เพื่อนๆง่ายต่อการเลือกและจะได้ไม่ต้องตั้งคำถามว่าจะเล่น Sbobet Maxbet เว็บไหนดี แล้วเจอกันคร้าบบบบบบบบบ

MAXBET

พาส่อง 5 ดีลสุดเซอร์ไพรส์ ของเวทีพรีเมียร์ลีก ปี 2020-2021

ดีลสุดเซอร์ไพรส์

ตลาดนักเตะหน้าหนาวกำลังใจได้ฤกษ์เปิดฉากกันอีกครั้งแล้ว แต่ในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมามี ดีลสุดเซอร์ไพรส์ เกิดขึ้นมากมายในช่วงของวิกฤตการณ์โควิด 19 ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การลงทุนจะต้องพิจารณากันอย่างถ้วนถี่เพราะมรสุมเรื่องการเงินกำลังเข้าโจมตีทีมฟุตบอลทั่วทั้งวงการ แต่นี่คือ ดีลสุดเซอร์ไพร้ส์ ที่ลงทุนไปแล้ว เกิดผลไปแง่บวกในแต่ละทีม เรียกได้ว่าคุ้มค่าการลงทุน แต่จะมีใครบ้าง มาดูกันเลย 5 ดีลสุดเซอร์ไพรส์ ที่ทุกคนต้อง ร้องว้าว แดนนี่ เวลเบ็ค (ไบรท์ตัน) ค่าตัว : ฟรี หากไม่เกิดปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ …

Read More »

พาส่องไปดู ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของลีก โปรตุเกส

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ที่เคยผ่านการรับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีจากลีกโปรตุเกส บางคนในปัจจุบัน ยังค้าแข้งกับทีมระดับชั้นนำของยุโรป บางรายก็มีรีไทร์จากวงการฟุตบอลไปแล้ว แต่หากเอ่ยถึงชื่อของพวกเขาเหล่านี้ รับประกันว่าคุ้นหู และคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างมาก มาดูนักเตะส่วนที่เหลือกันเลยว่า ใครเคยเป็นสุดยอดแห่งลีกโปรตุเกสกันมาแล้วบ้างดีกว่า ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของลีก โปรตุเกส ที่ควรรู้จัก 1. เนมันย่า มาติช (2013) ย้ายจากโคซิเซ่ ทีมดังจากเซอร์เบีย มาร่วมทัพเชลซี ก่อนจะถูกปล่อยยืมไปให้กับวิเทสส์ และทำผลงานได้อย่างสุดยอด แต่ก็ยังไม่มีที่ว่างในทีม ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสัญญาการแลกตัวกับ …

Read More »

พาทุกท่านไปดู นักเตะคนไหนยิง 150 ประตู เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

150 ประตู

ภายหลังจากที่แฮร์รี่ เคน เพิ่งพังประตูได้ครบ 150 ประตูในพรีเมียร์ลีก สถิติต่างๆ ที่เคยลืมเลือนไปถูกขุดขึ้นมาวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมา ในอดีต มีใครที่ก้าวสู่ทำเนียบดาวยิงพรีเมียร์ลีกบ้าง และใครคือเจ้าของสถิติยิงครบ 150 ประตู เร็วที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนนัด และใครทำได้เมื่ออายุเท่าไหร่ ลองมาติดตามดูกันเลยว่า จะมีใครกันบ้าง พาไปดู 5 นักเตะที่ทำประตูได้ 150 ประตู เร็วที่สุด 5. …

Read More »

ข่าวฟุตบอล

พาส่อง 5 ดีลสุดเซอร์ไพรส์ ของเวทีพรีเมียร์ลีก ปี 2020-2021

ตลาดนักเตะหน้าหนาวกำลังใจได้ฤกษ์เปิดฉากกันอีกครั้งแล้ว แต่ในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมามี ดีลสุดเซอร์ไพรส์ เกิดขึ้นมากมายในช่วงของวิกฤตการณ์โควิด 19 ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การลงทุนจะต้องพิจารณากันอย่างถ้วนถี่เพราะมรสุมเรื่องการเงินกำลังเข้าโจมตีทีมฟุตบอลทั่วทั้งวงการ แต่นี่คือ ดีลสุดเซอร์ไพร้ส์ ที่ลงทุนไปแล้ว เกิดผลไปแง่บวกในแต่ละทีม เรียกได้ว่าคุ้มค่าการลงทุน แต่จะมีใครบ้าง มาดูกันเลย

5 ดีลสุดเซอร์ไพรส์ ที่ทุกคนต้อง ร้องว้าว

  1. แดนนี่ เวลเบ็ค (ไบรท์ตัน)

ค่าตัว : ฟรี

ดีลสุดเซอร์ไพรส์

หากไม่เกิดปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ รับประกันได้เลยว่า แดนนี่ เวลเบ็ค ไปอยู่ที่ไหน แฟนบอลทีมนั้นจะต้องรักเขาเป็นอย่างมาก และอาการบาดเจ็บนี่เอง ที่ทำให้แฟนบอลหลายคนลืมไปแล้วว่า เขาย้ายไปเล่นที่ไหน และการย้ายจากวัตฟอร์ดมาไบรท์ตัน คงต้องบอกว่าไม่มีใครคาดหวังอะไรมากนักจากตัวเขา แต่เมื่อ เขามาร่วมงานกับเกรแฮม พ็อตเตอร์ส มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะความเฉียบคมได้กลับมาสู่ตัวเขาอีกครั้ง ซึ่งเขามีส่วนสำคัญในการชนะแอสตัน วิลล่า เพราะเบิกร่องประตูแรกให้กับทีม รวมทั้งเป็นผู้ที่ทำให้ทีมได้รับจุดโทษในเกมเสมอกับลิเวอร์พูล ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งถือว่า เขากำลังมาได้ถูกทางทีเดียว

  1. ปิแอร์ เอมิล ฮอยแบร์ก (สเปอร์ส)

ค่าตัว : 15 ล้านปอนด์

ดีลสุดเซอร์ไพรส์

หลายคนทราบกันมาก่อนแล้วว่า ฮอยแบร์ก คือมิดฟิลด์ระดับคุณภาพ แต่ก็ไม่คาดคิดว่า การย้ายจากเซาแธมป์ตันมาอยู่กับสเปอร์ส จะทำให้แผงห้องเครื่องของไก่เดือยทอง ลงตัวได้ขนาดนี้ และทำให้เขากลายเป็นศิษย์รักคนใหม่ของโชเซ่ มูรินโญ่ และ แฟนบอลไปโดยปริยาย ผ่านโค้งแรกของพรีเมียร์ลีกไป เขาสอบผ่านได้อย่างสบายๆ และต้องมาดูกันว่าช่วงเวลาที่เหลือ สถานการณ์ของฮอยแบร์กจะเป็นเช่นไรต่อไป

  1. เอดูอาร์ เมนดี้ (เชลซี)

ค่าตัว : 22 ล้านปอนด์

ดีลสุดเซอร์ไพรส์

เชลซีมีปัญหาอย่างมากเรื่องการเสียประตู และจากความผิดพลาดจนเกินคำว่าอภัยของเกปา อาริซาบาลากา นายทวารที่ได้ชื่อว่าแพงที่สุดในโลก เมื่อความอดทนถึงสิ้นสุด เอดูอาร์ เมนดี้ กลายเป็นตัวเลือกที่ปีเตอร์ เช็ค อดีตนายประตูเชลซีเป็นผู้ชี้เป้าว่า น่าจะเป็นตัวตายตัวแทนของเกปา และนับตั้งแต่เชลซี ได้เมนดี้ มาเป็นนายทวาร เชลซีกลายเป็นทีมที่แพ้ยากขึ้นจากฟอร์มการเซฟของเขาทันที หากจะถามว่าก่อนหน้านี้ เขาคือใคร น้อยมากที่จะรู้จักเขา แต่ตอนนี้ทุกอย่างพลิกตารปัตรไปหมด เพราะเขากลายเป็นผู้รักษาประตูที่เหนียวแน่นที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีกไปเพียงแค่ช่วงเวลาข้ามคืน

  1. วลาดิเมียร์ คูฟาล (เวสต์แฮม)

ค่าตัว : 5 ล้านปอนด์

ดีลสุดเซอร์ไพรส์

ถือเป็นดีลการซื้อขายที่คุ้มค่ามาก สำหรับการได้ตัวแบ็คขวาชาวสาธารณรัฐเชกมาอยู่ในทีม  แม้จะเล่นเป็นฟูลแบ็คขวาตัวริมเส้น แต่เขาคือนักเตะที่มีรูปร่างสูงใหญ่ และสูงเป็นอันดับสองในทีมขุนค้อน แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคของคนที่กำลังฟอร์มดีวันดีคืน และทำให้เกมริมเส้นของเวสต์แฮม แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก และปัจจุบันเขายึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้อย่างสบายๆ หากไม่มีเรื่องปัญหาอาการบาดเจ็บ รับรองได้เล่นยาวๆ

  1. ดิโอโก้ โชต้า (ลิเวอร์พูล)

ค่าตัว : 41 ล้านปอนด์

ดีลสุดเซอร์ไพรส์

เป็นดีลที่ซุ่มเงียบมากๆ ตามสไตล์ถนัดของการซื้อขายของลิเวอร์พูลในปัจจุบัน แม้จะดูว่ามีมูลค่าค่อนข้างสูง แต่บอกเลยว่า ผลตอบแทนคุ้มค่ามหาศาล เพราะเกมลีก 8 เกมแรก โชต้า ซัดไปแล้ว 5 ประตู และหากรวมในทุกรายการแล้ว 14 เกมแรก เขาซัดให้ทีมไปแล้ว 9 ประตู พร้อมกับทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลที่อันตรายอยู่แล้ว มีความลงตัว และกลายเป็นตัวเลือกที่มากขึ้นไปอีก ซึ่งคาดกันว่า พัฒนาการในเชิงลูกหนังของเขาจะพัฒนาขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน เมื่อได้มาทำงานร่วมกับเยอร์เก้น คล็อปป์

ทั้งนี้ก็สามารถติดตามอ่าน ข่าวฟุตบอลใหม่ ล่าสุดได้ที่เว็บนี้ที่เดียว

พาส่องไปดู ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของลีก โปรตุเกส

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ที่เคยผ่านการรับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีจากลีกโปรตุเกส บางคนในปัจจุบัน ยังค้าแข้งกับทีมระดับชั้นนำของยุโรป บางรายก็มีรีไทร์จากวงการฟุตบอลไปแล้ว แต่หากเอ่ยถึงชื่อของพวกเขาเหล่านี้ รับประกันว่าคุ้นหู และคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างมาก มาดูนักเตะส่วนที่เหลือกันเลยว่า ใครเคยเป็นสุดยอดแห่งลีกโปรตุเกสกันมาแล้วบ้างดีกว่า

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของลีก โปรตุเกส ที่ควรรู้จัก

1. เนมันย่า มาติช (2013)

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ย้ายจากโคซิเซ่ ทีมดังจากเซอร์เบีย มาร่วมทัพเชลซี ก่อนจะถูกปล่อยยืมไปให้กับวิเทสส์ และทำผลงานได้อย่างสุดยอด แต่ก็ยังไม่มีที่ว่างในทีม ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสัญญาการแลกตัวกับ ดาวิด ลุยซ์ ซึ่งทำให้เขาได้กลายเป็นสุดยอดมิดฟิลด์ของเบนฟิก้า ไปในที่สุด ซึ่งเขาใช้เวลาปีที่สองในการสวมชุดทีมตราเหยี่ยว ก็กลายเป็นผู้เล่นแห่งปีของลีกโปรตุเกสไป และทำให้ทีมคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2013-14 รวมถึงการเป็นรองแชมป์ยูโรป้าลีกในฤดูกาล 2012-13 อีกด้วย ก่อนจะถูกเชลซี ซื้อตัวกลับมาอีกครั้งด้วยค่าตัวถึง 21 ล้านปอนด์ ซึ่งปัจจุบัน เขายังเป็นมิดฟิลด์ตัวรับจอมเทคนิคให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

2. เอ็นโซ เปเรซ (2014)

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ย้ายจากเอสตูเดียนเตซ จากลีกอาร์เจนติน่า มาร่วมทัพ เบนฟิก้า ในปี 2011 แต่ดันมาประสบปัญหาอาการเจ็บเข่าจากการเล่นศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้เมื่อหายกลับมาจึงถูกส่งตัวกลับไปให้ต้นสังกัดใช้งานช่วงสั้น และเมื่อหวนคืนสู่ทีมอีกครั้ง การจับคู่กับ เนมันย่า มาติช ในแดนกลาง ทำให้เขากลายเป็นจอมทัพที่ทุกคนยอมรับในฝีเท้า และเมื่อมาติช ย้ายออกไป เขาคือห้องเครื่องคนสำคัญเต็มตัวของทีม จนพาทีมเบนฟิก้า ทะลุเข้าชิงชนะเลิศยูโรป้าลีกได้สองสมัยติดต่อกัน จากนั้นเส้นทางลูกหนังของเขาก็เดินหน้าต่อ เมื่อมีโอกาสย้ายไปเล่นกับบาเลนเซีย ในลาลีกา ก่อนจะย้ายกลับไปเล่นกับริเวอร์เพลท ลีกในบ้านเกิดจนกระทั่งทุกวันนี้

3. โยนาส (2015, 2016)

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ดาวยิงแซมบ้า ประสบการณ์สูง ผ่านการล่าตาข่ายในบ้านเกิดมาอย่างโชกโชนไม่ว่าจะเป็น กัวรานี่, ซานโต๊ส, เกรมิโอ, ปอร์ตูเกซ่า ก่อนจะย้ายมาสร้างชื่อเสียงในลาลีกากับบาเลนเซีย ซึ่งเขาจัดการยิงให้ทีมค้างคาวไป 51 ประตูจากการเล่น 157 นัด จึงได้ย้ายมาเล่นให้กับเบนฟิก้า ในปี 2014 และเพียงปีแรก เขาก็ซัดประตูให้กับเบนฟิก้า ผงาดครองแชมป์ลีกของประเทศได้เป็นผลสำเร็จ ก่อนจะพ่วงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองได้ด้วย ความร้อนแรงของเขายังต่อเนื่องไปในปีถัดไป เพราะยิงไปอีก 32 ประตู ช่วยให้ที่เหยี่ยว ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ และเขาก็พ่วงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองอีกปีด้วยเช่นกัน การยิงประตูของเขากับเบนฟิก้า ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะ ลงสนามไป 183 นัด ยิงได้ถึง 137 ประตู ก่อนจะประกาศแขวนสตั้ดไปในปีที่แล้วเอง

4. ปินซี่ (2017)

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

เล่นได้ทั้งตำแหน่งมิดฟิลด์และปีก และแม้ว่าจะสังกัดบราก้า แต่ชีวิตค้าแข้งส่วนใหญ่จะโดนปล่อยยืมออกไปให้กับทีมต่างๆ ใช้งานเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งมีโอกาสย้ายไปเล่นให้แอตเลติโก มาดริด ในฤดูกาล 2012-13 แต่ก็เหมือนเดิมนั่นคือ โดนลาคอรุนญ่า ยืมตัวไปใช้งาน จึงมีโอกาสย้ายกลับสู่โปรตุเกสอีกครั้ง โดยได้ร่วมงานกับเบนฟิก้าในฤดูกาล 2014-15 และที่นี่ เขาก็ฉายฟอร์มอย่างโดดเด่นขึ้นมา และกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมในการกำหนดจังหวะของเกม จนร่วมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดร่วมกับทีมได้ถึง 4 สมัย พร้อมกับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีในปี 2017 มาครองได้อีกตำแหน่ง

5. บรูโน่ แฟร์นันด์ (2018, 2019)

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

แม้จะเป็นนักเตะโปรตุเกส แต่อาชีพลูกหนังของเขาเริ่มต้นมาจากฝั่งอิตาลี และเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโนวาร่าในเซเรียบี ก่อนจะมาเล่นกับ อูดิเนเซ่ และ ซามพ์โดเรีย ในเซเรียอา จนกระทั่ง ได้ย้ายมาเล่นในโปรตุเกสเป็นครั้งแรกร่วมกับสปอร์ติ้ง ลิสบอน ในฤดูกาล 2017-18 และกลายเป็นจอมทัพของทีมทันที เขาพาทีมสปอร์ติ้งกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้ปอร์โต้และเบนฟิก้า ผลัดกันเชยชมแชมป์ของประเทศกันอยู่ช่วงใหญ่ และแม้ว่าจะเล่นแค่ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก แต่สถิติการยิงและจ่ายบอลของเขาน่าสนใจมาก เขาทำประตูได้ 64 ประตู จากการเล่น 137 นัดให้สปอร์ตติ้ง ลิสบอน และทีมกลับมาเป็นแชมป์ได้อีกครั้ง ในฤดูกาล 2018-19 ก่อนที่จะย้ายมาเล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และกลายเป็นกำลังสำคัญที่ทีมปีศาจแดงจะขาดไปไม่ได้แล้ว

6. เฆซุส โคโรน่า (2020)

ดาวนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ปีกจอมจี๊ดจ๊าดชาวเม๊กซิโก ของปอร์โต้ กลายเป็นนักเตะคนล่าสุดที่ก้าวขึ้นถึงตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกโปรตุเกส แม้ว่าจะเป็นนักเตะร่างไม่ใหญ่โต แต่ความคล่องตัวในการสร้างเกมริมเส้นของเขา น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เขาร่วมเล่นกับปอร์โต้ เขาคือกำลังสำคัญและตัวหลักของทีมมาอย่างต่อเนื่อง และในฤดูกาลที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จ เมื่อกวาดรางวัลส่วนตัวมาครองได้เกือบทั้งหมด ที่สำคัญ พาปอร์โต้ กลับมาเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้อีกครั้งเช่นกัน

ถ้าหากอยากจะติดตามดูข้อมูล ข่าวฟุตบอลใหม่ ก็สามารถเข้ามาดูได้ที่เว็บนี้ที่เดียว

พาทุกท่านไปดู นักเตะคนไหนยิง 150 ประตู เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

ภายหลังจากที่แฮร์รี่ เคน เพิ่งพังประตูได้ครบ 150 ประตูในพรีเมียร์ลีก สถิติต่างๆ ที่เคยลืมเลือนไปถูกขุดขึ้นมาวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมา ในอดีต มีใครที่ก้าวสู่ทำเนียบดาวยิงพรีเมียร์ลีกบ้าง และใครคือเจ้าของสถิติยิงครบ 150 ประตู เร็วที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนนัด และใครทำได้เมื่ออายุเท่าไหร่ ลองมาติดตามดูกันเลยว่า จะมีใครกันบ้าง

พาไปดู 5 นักเตะที่ทำประตูได้ 150 ประตู เร็วที่สุด

5. แฟร้งค์ แลมพาร์ด

ใช้เวลา : 520 นัด

ตอนอายุ : 33 ปี 9 เดือน 20 วัน

150 ประตู

แม้ว่าการจัดอันดับจะดูเหมือนว่าเขาอยู่ในอันดับ 10 ก็ตาม แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว เขาเป็นเพียงแค่มิดฟิลด์เท่านั้น ไม่ใช่ศูนย์หน้าดาวซัลโวแต่อย่างใด และเขาจบด้วยการยิงทั้งสิ้น 177 ประตู ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก จำนวนประตูที่เขาทำได้ 41 ประตู เป็นการยิงจากนอกกรอบเขตโทษ และเขาก็เป็นจอมสังหารจุดโทษที่รับประกันคุณภาพด้วยเช่นกัน ซึ่งจำนวนการยิงประตูของเขามีส่วนทำให้เชลซีครองความยิ่งใหญ่ในช่วงระหว่างปี 2005-2010 ได้อย่างน่าชื่นชม

4. เจอร์เมน เดโฟ

ใช้เวลา : 443 นัด

ตอนอายุ : 34 ปี 1 เดือน 12 วัน

150 ประตู

แม้ว่าเจอร์เมน เดโฟ จะไม่ใช่สุดยอดแห่งดาวยิงก็ตาม และตลอดอาชีพค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก เขาจะยิงได้ ถึง 162 ประตู เขาก็ได้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงความเฉียบขาดในการจบสกอร์ แม้จะเป็นกองหน้าร่างเล็กก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักที่เขาจะติดอันดับเข้ามา ช่วงค้าแข้งกับสเปอร์ส เขาต้องต่อสู้อย่างหนักในการเบียดตำแหน่งกับร็อบบี้ คีน และ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ทำให้จำนวนนัดในการลงเล่นน้อยไปนิด แต่เขาก็ยังล่าตาข่ายร่วมกับกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ของสตีเว่น เจอร์ราร์ดอยู่ในปัจจุบัน

3. ร็อบบี้ ฟาวเลอร์

ใช้เวลา : 333 นัด

ตอนอายุ : 29 ปี 10 เดือน 19 วัน

150 ประตู

เขาเกิดมาเพื่อเป็นดาวยิงอย่างแท้จริงจนได้รับฉายาว่า “พระเจ้า” ของเหล่ากองเชียร์ลิเวอร์พูล เพราะก้าวขึ้นมาต่อยุคของเอียน รัช ได้อย่างกลมกลืน แต่น่าเสียดายที่เขาเติบโตมาในยุคที่ลิเวอร์พูลกำลังกลายเป็นยักษ์หลับ และแทบไม่มีทางเฉียดเข้าใกล้การเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้เลย อย่างดีก็แค่อันดับสาม แต่ในเรื่องการยิงประตู เขาเป็นที่ยอมรับในวงกว้างถึงเท้าซ้ายที่เฉียบขาด เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่หาตัวจับได้ยากในยุคนั้น ปัจจุบัน เขายังวนเวียนอยู่ในวงการฟุตบอลเพราะเริ่มก้าวเข้าสู่การรับบทบาทผู้จัดการทีมแล้ว

2. เวย์น รูนีย์

ใช้เวลา : 330 นัด

ตอนอายุ : 27 ปี 1 เดือน 15 วัน

150 ประตู

เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ในการจบสกอร์ เพราะเขาคือเจ้าของดาวยิงสูงสุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงทีมชาติอังกฤษในปัจจุบัน เขาโดดเด่นตั้งแต่เริ่มต้นเป็นดาวรุ่งจากเอฟเวอร์ตัน และมากลายเป็นตำนานของทีมปีศาจแดง เขาทำได้ทั้งการยิงประตู และการจ่ายบอล รวมถึงความขยันที่บางครั้งลงมาช่วยไล่บดขยี้ในแดนกลางให้กับทีม ซึ่งตลอดอาชีพการเป็นนักเตะในพรีเมียร์ลีก เขาสะสมประตูได้มากถึง 208 ประตู ก่อนที่จะไปค้าแข้งในเมเจอร์ลีก ก่อนกลับมาเป็นผู้เล่นและโค้ชให้กับดาร์บี้ในปัจจุบัน

1. ไมเคิ่ล โอเว่น

ใช้เวลา : 323 นัด

ตอนอายุ : 33 ปี 1 เดือน 5 วัน

150 ประตู

จริงๆ แล้ว ตัวเลขการยิงประตูของไมเคิ่ล โอเว่น ไอ้หนุมหัศจรรย์ของลิเวอร์พูล อาจจะเพิ่มเติมมากกว่านี้ และอาจจะเข้าไปใกล้สถิติของอลัน เชียเรอร์ก็เป็นได้ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา รวมถึง การย้ายออกไปเล่นกับเรอัล มาดริด ทำให้สถิติสะสมของเขาต้องหยุดชะงักลงไป แม้ว่าจะกลับจากสเปนและมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่า ความมั่นใจของเขาได้ลดหายไป แม้จะยิงประตูได้มากมาย แต่เขาก็ไม่เคยยิงประตูต่อหนึ่งฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกเกิน 19 ประตู แต่เขายิงสม่ำเสมอทุกฤดูกาล ทำให้ตัวเลขของเขา ถูกติดอันดับเข้ามาด้วยเช่นกัน

ถ้าอยากจะติดตามข่าวสาร เกี่ยวกับ ข่าวฟุตบอลใหม่ ก็ต้องห้ามพลาดกดติดตามเราเด็ดขาด

พาไปส่อง ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง หลังหลุดอ้อมกอด โซลชา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ารับงานต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ถูกกระเด้งออกจากทีมหลังจากพ่ายในศึกแดงวเดือดในปี 2018 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทีมปีศาจแดงก็มีการถ่ายสายเลือดใหม่ และผลงานของทีมก็เหมือนน้ำขึ้นน้ำลง ดีก็ดีใจหาย แย่ก็สุดจะเหลือรับประทาน แต่ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เขาได้ทำการปลดนักเตะคนใดออกไปแบบถาวรบ้าง แล้วปัจจุบัน ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง เป็นอย่างไรกันบ้าง ลองมาดูกัน

ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง หลังออกจากสโมสร

  1. มารูยาน เฟลไลนี่

ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง

อดีตดาวเด่นแห่งเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นลูกรักของโชเซ่ มูรินโญ่ เป็นอย่างมาก เพราะสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้หลายอย่างในช่วงที่ทีมเกิดภาวะคับขัน แต่เมื่อเปลี่ยนยุคมาเป็นโอเล่ กุนนาร์ โซลชา เขาคือนักเตะคนแรกที่ถูกเขี่ยออกไปจากทีมในตลาดหน้าหนาว โดยขายให้กับ ซานตง ลู่เหนิง แห่งไขนีส ซูเปอร์ลีกด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ แต่ดูเหมือนว่า เขาเริ่มกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในการไปเล่นอยู่ที่ประเทศจีน เพราะยิงประตูได้ต่อเนื่อง รวมถึงการทำแอสซิสต์ เรียกได้ว่า นั่งกินเงินหยวนแบบสบายใจ แบบไม่ต้องมาโดนวิพากษ์วิจารณ์เหมือนอยู่ในถิ่นปีศาจแดงแล้ว

  1. อันเดร์ เอร์เรร่า

ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง

ย้ายมาจากแอธเลติค บิลเบาตั้งแต่ปี 2014 และเป็นหนึ่งในนักเตะขวัญใจของเหล่าเร้ดอาร์มี่ เป็นอย่างมาก ใจของเขายังคงเป็นปีศาจแดงเสมอ เพียงแต่การย้ายออกมาจากการที่สโมสรตัดสินใจเลือกจะไม่ต่อสัญญากับเขา ทำให้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่รอช้า กระโดดเข้าตะครุบตัวแบบฟรีๆ ไปทันที และดูเหมือนว่า ในฤดูกาลแรก แม้จะสามารถคว้าแชมป์ลีกเอิงร่วมกับต้นสังกัดใหม่ได้ทันที แต่เขายังเป็นตัวสำรองในทีมมากกว่า แต่มักจะได้โอกาสในการเล่นฟุตบอลถ้วยเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมาถึงฤดูกาลใหม่ล่าสุด ดูเหมือนว่า โอกาสในการมีส่วนร่วมในทีมเริ่มมีมากขึ้นตามลำดับแล้ว

  1. อันโตนิโอ วาเลนเซีย

ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง

อดีตปีกความเร็วจัดจากวีแกน แอธเลติก และกัปตันทีมในช่วงท้ายที่ถิ่นโอลด์แทร็ฟฟอร์ด ที่เขากลายเป็นฟูลแบ็คไปอย่างเต็มตัว เขากำลังโดนวิจารณ์ถึงความผิดพลาดที่มีมากขึ้น รวมทั้ง ฟอร์มการเล่นเริ่มกลายเป็นปัญหา จนท้ายที่สุด ก็ต้องเก็บข้าวของออกจากทีมไปเมื่อหมดสัญญาในปี 2019 เบ็ดเสร็จ วาเลนเซีย รับใช้ทีมปีศาจแดงยาวนานถึง 10 ปี ซึ่งเขาตัดสินใจย้ายกลับไปเล่นฟุตบอลในบ้านเกิด และในระยะหลัง ด้วยอายุที่มากขึ้น เริ่มทำให้มีส่วนร่วมในการลงสนามน้อยลงไปทุกที

  1. โรเมลู ลูกากู

ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง

ดาวยิงร่างยักษ์ทีมชาติเบลเยี่ยม ที่ถูกคว้าตัวเข้าสู่ถิ่นโอลด์แทร็ฟฟอร์ดจากเอฟเวอร์ตันด้วยค่าตัวมหาศาล กลับกลายเป็นนักเตะที่โดนกล่าวถึงอย่างมากมาย ถึงความไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะช่วงหลัง เขากลายเป็นนักเตะจอมขี้เกียจ และทักษะฟุตบอลไม่สูงส่งในสายตาแฟนบอล ก่อนที่ท้ายที่สุด เขาก็ถูกทีมตัดสินใปปล่อยตัวให้กับอินเตอร์ มิลาน เท่านั้นเอง การฉายแววเป็นยอดดาวยิงของลูกากูก็กลับมาอีกครั้ง เพราะเขาสามารถซัดประตูให้ทีมงูใหญ่อย่างต่อเนื่องจนพาทีมเข้าป้ายคว้ารองแชมป์กัลโช่ เซเรียอา และ รองแชมป์ยูโรป้าลีกในปีที่แล้ว และมาถึงในเวลานี้ ฟอร์มการยิงประตูของเขาก็ยังไม่ลดน้อยถอยลง จนเป็นหนึ่งในดาวยิงระดับแนวหน้าของกัลโช่ เซเรียอา ไปอย่างเต็มตัว

  1. มัตเตโอ ดาเมี่ยน

ชีวิตอดีตขุนพลผีแดง

เขาย้ายเข้าสู่ถิ่นโอลด์แทร็ฟฟอร์ด ในฐานะยอดฟูลแบ็คระดับแนวหน้าของกัลโช่ เซเรียอา จากโตริโน่ ในปี 2015 ซึ่งปีแรก เขาได้โอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากนั้น เขาก็ตกเป็นเพียงตัวสำรองอย่างถาวรของทีมไปโดยปริยาย จนท้ายที่สุดจึงตัดสินใจกลับไปตายเอาดาบหน้าที่บ้านเกิดอีกครั้ง โดยมีปาร์ม่า เข้ารับตัวไปใช้งานต่อ พร้อมกับยินดีจ่ายเงินเพียง 2.2 ล้านปอนด์ เท่านั้น และการกลับไปเล่นในอิตาลีอีกครั้งของดาเมี่ยน เขากลายเป็นตัวหลักของปาร์ม่าทันที และได้ลงเล่นเกือบทุกนัดในฤดูกาลที่แล้ว เช่นเดียวกับปีนี้ ชื่อของเขายังถูกเลือกลงสนามเสมอ ช่างแตกต่างกับชีวิตในชุดปีศาจแดงอย่างสิ้นเชิง

โดยบทความหน้า พวกเราจะนำเอา ข่าวบอล อะไรมาให้ติดตามกันอีก ก็สามารถตามเข้ามาดูได้ที่นี่ที่เดียว

พาส่อง เรื่องราวน่าสนใจใน สัปดาห์ที่ 7 ของเวที พรีเมียร์ลีก

การแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษ เข้ามาถึงนัดที่ 7 ของหลายๆ ทีมแล้ว ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย กับการแข่งขันทั้ง 10 คู่ ตั้งแต่วันศุกร์ มาจนถึงวันจันทร์ ไฮไลท์ อาจจะอยู่ที่เกมบิ๊กแมตช์ใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล แต่เรื่องราวที่สนามอื่น นั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน และนี่คือเรื่องราวน่าสนใจที่เกิดขึ้นในเกม พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 7 ประจำฤดูกาล 2020-21

สัปดาห์ที่ 7 ในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก

1.ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นตัวเต็งการลุ้นแชมป์

สัปดาห์ที่ 7

แม้ว่าแชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล จะพ่ายแพ้ให้กับ แอสตัน วิลล่า ไปถึง 2-7 และจะมีความร้อนแรงของ เอฟเวอร์ตัน ที่ขึ้นมานำเป็นจ่าฝูง แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความคงเส้นคงวามากที่สุด ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มฤดูกาลด้วยความยากลำบากเล็กน้อย กับอาการบาดเจ็บของ อลิสซง เบคเกอร์ ทำให้ต้องเลือกใช้ อาเดรียน และก็มีความผิดพลาดกับการเสียประตู

และล่าสุดก็มาเจอปัญหาใหญ่คืออาการบาดเจ็บของ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ทำให้ทุกคนเป็นกังวลกับเรื่องของเกมรับที่จะเกิดขึ้น ซึ่งทำไปทำมา การป้องกันอาจจะมีปัญหาจริง แต่เกมรุกนั้นยังใช้งานได้ต่อไป สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เกือบจะคว้าได้เพียงหนึ่งคะแนนจาก เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด แต่การทำงานเกมบุกของสองตัวสำรองในเกมนั้นอย่าง เซอร์ดาน ชากิรี่ และ ดีโอโก้ โชต้า ก็เปลี่ยนการแข่งขันให้กลายเป็นการคว้า 3 คะแนนได้สำเร็จ

นี่เป็นเกมที่สองติดต่อกันแล้วสำหรับ “หงส์แดง” ที่เก็บชัยชนะได้จากการที่ถูกนำไปก่อน และมันเป็นการยิงประตูติดต่อกันของ โชต้า นับตั้งแต่เกมชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 กลางสัปดาห์ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และนัดล่าสุด ถือเป็นทีมที่บาลานซ์เกมรุกเกมรับ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีที่สุด ตลอด 7 เกมที่ผ่านมา มาจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็กลายเป็นทีมจ่าฝูงจนได้ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็งหนึ่งในสายตาบ่อนรับพนันต่างประเทศ ยังอยู่ในอันดับที่ 10 ของตาราง

2.ผลัดกันเป็นม้ามืด

สัปดาห์ที่ 7

ในช่วง 5 สัปดาห์แรก ใครๆ ก็พูดถึงความร้อนแรงของ เอฟเวอร์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่เก็บชัยชนะได้รวด พร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของนักเตะ 11 ตัวจริงในสนาม หลังจากนั้นก็มี แอสตัน วิลล่า เป็นอีกหนึ่งทีมที่ถูกพูดถึง เพราะพวกเขาทะยานขึ้นมาเป็นรองจ่าฝูงด้วยผลงานชนะ 4 เกมติดต่อกัน ผลงานชิ้นโบว์แดงคือการถล่ม ลิเวอร์พูล 7-2 นั่นเอง

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองทีมผลงานตกลงไป “ทอฟฟี่” เจอปัญหาอาการบาดเจ็บ และผู้เล่นตัวหลักติดโทษแบน ทำให้ฟอร์มนั้นแกว่งทันที ขณะที่ วิลล่า พวกเขาก็ช็อตไปดื้อๆ จากการสะดุดในเกมวันศุกร์ ที่พบกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งต้องชื่นชมความยอดเยี่ยมของ “ยูงทอง” ด้วย

แต่ในสัปดาห์นี้ ทีมม้ามืดเปลี่ยนมือเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นทีมที่โค่นทั้ง เอฟเวอร์ตัน และ แอสตัน วิลล่า ได้สำเร็จ นั่นคือ เซาธ์แฮมป์ตัน ปัจจุบันทัพ “นักบุญ” รั้งอยู่ในอันดับที่ 5 ของตารางแล้วนะครับ คิดดู จากทีมที่พ่ายแพ้คาบ้านให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ถึง 0-9 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก้าวขึ้นมาเป็นทีมหัวตารางอยู่ตอนนี้

พวกเขามีทีเด็ดในเรื่องของเกมรุก การเล่นฉาบฉวย โดยเริ่มจากการเล่นบีบเพรสซิ่งสูงตั้งแต่แดนบน และใช้ความเร็วในการต่อบอลจนไปถึงประตูคู่แข่ง นอกนั้นพวกเขายังแสดงให้เห็นถึงทีเด็ดที่มีอีกอย่าง คือการยิงฟรีคิกของ เจมส์ วอร์ด-เพราส์ ด้วย ส่งให้พวกเขาบุกไปเอาชนะ วิลล่า ได้ 4-3 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเปิดรังเก็บชัยเหนือ เอฟเวอร์ตัน 2-0 ในอาทิตย์ก่อน

3.เบล กลับมาแล้ว

สัปดาห์ที่ 7

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กำลังอยู่ในฟอร์มเกมลีกที่น่าประทับใจเลยนะครับ หลังจากพ่ายแพ้ในเกมแรกให้กับ เอฟเวอร์ตัน หลังจากนั้นก็ยังไม่แพ้ใครอีกเลย อาจจะมีสะดุดเสมอบ้าง หรือแพ้ในเกม ยูโรปาลีก แต่นั่นก็คือการโรเตชั่นที่มันเกิดขึ้น ในสไตล์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ หลายๆ คนเชื่อกันว่าหาก “ไก่เดือยทอง” ใช้ผู้เล่นชุดหลักลงสนาม ก็ไม่น่าจะพลาด 3 คะแนน

เกมล่าสุด สเปอร์ส มีการสลับสับเปลี่ยนทีมเล็กน้อย แต่ยังยึด ซน ฮึงมิน และ แฮร์รี่ เคน เป็นตัวหลัก การเปิดบ้านเจอกับ ไบรท์ตัน ไม่น่าใช่ปัญหา เจ้าถิ่นออกนำไปก่อนจากจุดโทษ ตั้งแต่นาทีที่ 13 โดย แฮร์รี่ เคน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจาะเกมรับของ ไบรท์ตัน ได้มากนัก สุดท้ายมาโดนตีเสมอในช่วงต้นครึ่งหลัง

ซึ่งมันก็อาจจะเป็นประตูปัญหาจากลูกฟาวล์ของ ไบรท์ตัน ก่อน แต่สุดท้ายผู้ตัดสินไปดู วีเออาร์ มาแล้วก็ยังยืนยันว่าไม่ฟาวล์ และเป็นประตูของ ทายริค แลมพ์ตี้ย์ หลังจากนั้น สเปอร์ส เร่งเครื่องอย่างหนักเพื่อพยายามที่จะพังประตูขึ้นนำอีกครั้ง โดยที่มีการยิงชนเสาไปถึง 2 ครั้งสองครา แต่ก็ยังไม่เป็นประตู

สุดท้ายฮีโร่คนใหม่หน้าเก่าอย่าง แกเร็ธ เบล ที่ลงสนามมาแทน เอริค ลาเมล่า ในนาทีที่ 70 ใช้เวลาตั้งแต่ลงมาเล่นเพียง 3 นาที ก็ยืนขวิดบอลด้วยศรีษะเข้าประตูไป นี่เป็นประตูแรกของ เบล ในการกลับมายังถิ่นเก่าเป็นครั้งที่สอง ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไป เราน่าจะได้เห็นอะไรจากเขามากกว่านี้อีกอย่างแน่นอน

4.ความพ่ายแพ้ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

สัปดาห์ที่ 7

และแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็พ่ายให้กับ อาร์เซน่อล ในเกมบิ๊กแมตช์ไป 0-1 ยังไม่สามารถเก็บชัยในถิ่นตัวเองได้เลย นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา เจ้าถิ่นกำลังอยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดี ล่าสุดเพิ่งถล่มใส่ อาร์เบ ไลป์ซิก ทีมจ่าฝูง บุนเดสลีกา เยอรมัน ด้วยสกอร์ 5-0 แถมก่อนหน้านั้นยังเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นที่แล้ว 2-1 ด้วย

แต่ปรากฏว่า อาร์เซน่อล แก้เกมของ ยูไนเต็ด มาได้อย่างดี พวกเขาเข้าบีบใส่นักเตะ “ปีศาจแดง” จนไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดนัก ครึ่งหลัง แมนฯ ยู กลับมาเล่นได้ดีขึ้น ครองบอลได้มากขึ้น และบุกได้เยอะขึ้น ทีมกำลังไปในทิศทางที่ดีแล้วนะครับ แต่ก็มาพลาดจากการเสียจุดโทษของ ปอล ป็อกบา

สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด มันก็ต้องเป็นคำถามกันต่อไปว่าเพราะเหตุใด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลือกที่จะใช้งาน ป็อกบา อยู่ในสนามต่อไป และถอด บรูโน่ แฟร์นันเดส ออก ตอนที่เกมกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม อย่างไรก็ตาม การได้เพียง 7 คะแนนจากการลงเล่น 6 นัด นอกจากไม่ชนะในบ้านตัวเองมา 4 เกมติดแล้ว มันเป็นการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ ครั้งล่าสุดที่พวกเขาไม่ชนะในบ้าน 4 นัดรวด เกิดขึ้นตั้งแต่ฤดูกาล 1972-73 นู่นเลย มันเป็นการฉลอง 100 เกมของ โซลชา ในการคุม “ปีศาจแดง” ที่ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย

ติดตาม ข่าวบอลอัพเดทใหม่ ทุกวันได้ที่เว็บ playmun

เพิ่มเติมข่าวสารอื่นๆได้จาก

เว็บกีฬาที่อัพเดทข่าวสารมาทั้งหมด

  1. https://cheerthai.co
  2. https://www.outsidesoccer.com
  3. https://www.5league.com/
  4. https://thaisbobet168.com/