5league.com
ไหนๆแอดก็เขียนถึงวิธีการเล่นเจาะลึก ราคาแทงบอล Sbobet มาก็เยอะแล้วเชื่อว่าเพื่อนๆหน้าใหม่ ก็ยังมีคำถามในใจเสมอว่าจะเลือกเล่น sboดีที่สุด กับเว็บไหน ซึ่งบางท่านก็อาจจะสนใจแค่โปรโมชั่น บางท่านก็อยากได้ความน่าเชื่อถือของเว็บ เดี๋ยวในบทความต่อไป เราจะเจาะลึกทุกเว็บที่รับ แทงบอลสโบเบท เพื่อให้เพื่อนๆง่ายต่อการเลือกและจะได้ไม่ต้องตั้งคำถามว่าจะเล่น Sbobet Maxbet เว็บไหนดี แล้วเจอกันคร้าบบบบบบบบบ

MAXBET

คิงสลีย์ โกมัน บุรุษแห่งแชมป์เปี้ยน 8 ปีติดต่อกัน กับผลงานที่ยอดเยี่ยม

kingsley coman

คงจะไม่ได้มีเกิดขึ้นง่ายๆ แน่ สำหรับนักเตะ ผู้เปิดฉากค้าแข้งอาชีพมา ก็สามารถพาเหรดเดินหน้าคว้าแชมป์ได้ถึง 8 ฤดูกาลติดต่อกัน ที่สำคัญ มันเป็นการได้แชมป์จาก 3 ลีก ก่อนที่เพิ่งจะปิดฉากไปด้วยการครองแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก เป็นรายการล่าสุดได้อีก งานนี้ ชื่อของ คิงสลีย์ โกมัน จึงจำเป็นจะต้องมาทำความรู้จักกันให้มากกว่าเดิม คิงสลีย์ โกมัน สุดยอดนักเตะ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในยุคนี้ ไอ้หนูฝรั่งเศสรายนี้ ลืมตาดูโลก …

Read More »

บาร์เซโลน่า สุดยอดทีมแดนกระทิงดุ กับความย่อยยับในฤดูกาล2019-20

บาซ่า

ฤดูกาล 2019-20 ช่างเป็นฤดูกาลแห่งความไม่น่าจดจำของ บาร์เซโลน่า เลยจริงๆ เพราะนอกจากจะต้องปิดฤดูกาลด้วยมือเปล่าแล้ว พวกเขายังเพิ่งโดนทำร้ายโดยบาเยิร์น มิวนิค ถึง 8-2 กระเด็นตกรอบอย่างน่าเจ็บใจ มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ หรือว่า มันเข้าสู่ยุคที่ต้องปฏิรูปทีมใหม่ซะแล้ว ผลงานของ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาลที่ผ่านมา จริงๆ แล้วในฤดูกาลนี้ ทีมเจ้าบุญทุ่มจัดหนักสมชื่อ ด้วยการลงทุนไปกว่า 273 ล้านยูโร ในการคว้าตัวนักเตะเข้าสู่ทีม ไม่ว่าจะเป็น …

Read More »

พาไปส่อง 6 สโมสรตกชั้น ที่มีคะแนนต่ำที่สุดใน พรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์

ปิดฤดูกาลกันไปแล้วสำหรับ พรีเมียร์ลีก และก็เป็นทาง นอริช ซิตี้ ที่ร่วงตกชั้นไปด้วยการเก็บได้เพียง 21 คะแนนประตูติดลบถึง 49 ลูกแต่นั้นไม่ใช่สถิติที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะมีใครห่วยกว่า “นกขมิ้น” และสถิติในฤดูกาลนี้พวกเขารั้งอันดับเท่าไรมาลองติดตามอ่าน สโมสรตกชั้น ที่เก็บแต้มได้ต่ำที่สุดที่ทางเว็บพนันออนไลน์ sbo เก็บสถิติเอาไว้กันได้เลย 6 สโมสรตกชั้น พรีเมียร์ลีก ที่เก็บแต้มได้น้อยสุด 6. ฟูแล่ม ฤดูกาล : …

Read More »

ข่าวฟุตบอล

พาไปส่อง 6 สโมสรตกชั้น ที่มีคะแนนต่ำที่สุดใน พรีเมียร์ลีก

ปิดฤดูกาลกันไปแล้วสำหรับ พรีเมียร์ลีก และก็เป็นทาง นอริช ซิตี้ ที่ร่วงตกชั้นไปด้วยการเก็บได้เพียง 21 คะแนนประตูติดลบถึง 49 ลูกแต่นั้นไม่ใช่สถิติที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะมีใครห่วยกว่า “นกขมิ้น” และสถิติในฤดูกาลนี้พวกเขารั้งอันดับเท่าไรมาลองติดตามอ่าน สโมสรตกชั้น ที่เก็บแต้มได้ต่ำที่สุดที่ทางเว็บพนันออนไลน์ sbo เก็บสถิติเอาไว้กันได้เลย

6 สโมสรตกชั้น พรีเมียร์ลีก ที่เก็บแต้มได้น้อยสุด

6. ฟูแล่ม

สโมสรตกชั้น

ฤดูกาล : 2018-19

คะแนน : 26 แต้ม

ประตูได้เสีย : -47 ลูก

จบอันดับที่ : 19 ของตาราง

อาจจะแปลกใจนิดหน่อยเพราะสถิติขนาดนี้ คะแนนแบบนี้ ลูกได้เสียอย่างนี้ แต่ยังคงไม่ใช่อันดับบ๊วยของตาราง (อันดับบ๊วยปีนี้จะอยู่ที่เท่าไรต้องรอดู) สำหรับ “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่บนสังเวียน พรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้งด้วยการนำทีมของ สลาวิซ่า โยคาโนวิช ทาง ชาฮิด คาห์น ก็จัดหนักอัดเต็มเสริมแกร่งนักเตะอย่างเต็มที่

อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช, ฌอง มิเชล เซรี ถูกซื้อตัวเข้ามาพร้อมกับเช่าใช้งาน อันเดร เชือร์เล่, คาลัม แชมเบอร์ส และ เซร์คิโอ รีโก้ เพื่อเป้าหมายอยู่รอดใน พรีเมียร์ลีก ให้ได้ สุดท้ายก็ยับไม่เป็นท่าจน โยคาโนวิช ถูกไล่ออกและ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เข้ามาก็ไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้จนต้องใช้ สกอตต์ ปาร์คเกอร์ รั้งบังเหียนขัดตาทัพไปจนจบฤดูกาลตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมจนกระทั่งตกชั้นในที่สุด

5. นอริช ซิตี้

ทีมตกชั้น

ฤดูกาล : 2019-20

คะแนน : 21 แต้ม

ประตูได้เสีย : -49 ลูก

จบอันดับที่ : 20 ของตาราง

เพิ่งเสร็จสิ้นไปหมาดๆเลยสำหรับ นอริช ที่พวกเขาเพิ่งจะก้าวกลับมาในสังเวียน พรีเมียร์ลีก ในฐานะแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่ก็ต้องร่วงหล่นลงไปแบบตดยังไม่ทันหายเหม็น ดาเนี่ยล ฟาร์เก้ ทำผลงานได้ดีในช่วงต้นโดยเฉพาะ ตีมู ปุ๊กกี้ ที่ยิงกระจายแถมมีสร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆด้วยการอัด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตามนั่นเปรียบเสมือยภาพลวงตาของ นอริช เพราะหลังจากนั้นฟอร์มของ “นกขมิ้น” ก็กู่ไม่กลับอีกเลยยิ่งช่วงกลับมาเตะหลังพิษ โควิด-19 ด้วยล่ะก็ยิ่งดูยิ่งหดหู่ใจแทนแฟนๆ นั่นก็เพราะ นอริช แพ้ 10 นัดสุดท้ายของฤดูกาลแบบรวดเดียวเก็บไม่ได้ซักแต้มแถมยิงได้แค่ 1 ประตูอีกต่างหาก

4. ซันเดอร์แลนด์

ตกชั้น

ฤดูกาล : 2002-03

คะแนน : 19 แต้ม

ประตูได้เสีย : -44 ลูก

จบอันดับที่ : 20 ของตาราง

เป็นอีกทีมที่เลื่อนชั้นตกชั้นเป็นปกติสำหรับทัพ “แมวดำ” และในฤดูกาล 2002-03 นั้นพวกเขาก็ใช้งานผู้จัดการทีมถึง 3 คนแต่ก็ไม่ได้ด้วยให้สภาพดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ปีเตอร์ รีด, โฮวาร์ด วิลกินสัน และ มิก แมคคาร์ทีย์ สลับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามายังถิ่น สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ แต่ก็ไม่สามารถช่วยกอบกู้สถานการณ์ของสโมสรได้

ในตอนนั้น “แมวดำ” มีทั้ง ทอเร่ อันเดร โฟล, เควิน ฟิลิปส์, เควิน คิลบาน และนายประตูระดับ โทมัส โซเรนเซ่น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดได้

3. ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์

ตกรอบ

ฤดูกาล : 2018-19

คะแนน : 16 แต้ม

ประตูได้เสีย : -54 ลูก

จบอันดับที่ 20 ของตาราง

หายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะครับกับฤดูกาลของ ฟูแล่ม ที่ตกชั้นด้วยแต้มว่าต่ำแล้วแต่ก็ยังอยู่อันดับที่ 19 ของตารางเพราะในปีนั้นยังมี ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ นี่แหละเป็นตัวยืน น่าเสียดายเหมือนกันเพราะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ เล่นใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกันแล้วและทรงของ เดวิด ว๊ากเนอร์ ก็ไม่ได้ดูแย่อะไรซักเท่าไรเลยด้วยซ้ำ

ในปี 2018-19 พวกเขาเสริมแกร่งทั้ง เอริก ดวร์ม, เจสัน พานเชี่ยน และ เทแรนซ์ คองโกโล่ เข้ามาผนึกกำลังกับ แอรอน มอย, อเล็กซ์ พิตชาร์ด และ โลรองต์ เดปอยเตร แต่ก็เอาตัวไม่รอด 21 นัดใน พรีเมียร์ลีก ว๊ากเนอร์ นำทีมแพ้ไป 14 นัดก่อนที่เขาจะโดนตะเพิดออกและ แยน สจ็วต เข้ามาสานต่อในนัดที่เหลือก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันพาทีมเก็บชัยชนะได้นัดเดียวนอกนั้นไม่เสมอก็แพ้ จะเหลืออะไรล่ะ

2. แอสตัน วิลล่า

พรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล : 2015-16

คะแนน : 17 แต้ม

ประตูได้เสีย : -49 ลูก

จบอันดับที่ : 20 ของตาราง

ฤดูกาลแห่งเทพนิยายของ เลสเตอร์ ซิตี้ แต่เป็นฤดูกาลที่ยิ่งกว่าฝันร้ายของ แอสตัน วิลล่า เพราะพวกเขาใช้งานโค้ชไปถึง 4 คนในการพยายามทำให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้น ทิม เชอร์วู้ด, เควิน แมคโดนัลด์ (รักษาการณ์), เรมี่ การ์ด และ เอริค แบล็ค (รักษาการณ์) ผลัดเปลี่ยนเข้ามาราวกับเก้าอี้ดนตรีแต่สุดท้ายก็ไม่รอดพ้นแม้ว่าพวกเขาจะมีนักเตะดีๆมากมาย

แบรด กูซาน เอย, ไมก้าห์ ริชาร์ดส์ เอย, กาเบรียล อั๊กบอนลาฮอร์ เอย หรือแม้แต่ แจ็ค เกรียลิช ก็อยู่ในทีมชุดเหลวแหลกชุดนี้ซึ่งจะเชื่อหรือไม่ว่าทั้งฤดูกาลพวกเขาน่ะคว้าชัยชนะได้เพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น

1. ดาร์บี้ เคาน์ตี้

ตกชั้นพรีเมียร์

ฤดูกาล : 2007-08

คะแนน : 11 แต้ม

ประตูได้เสีย : -69 ลูก

จบอันดับที่ 20 ของตาราง

เป็นสถิติที่ไม่ว่าทีมไหนก็ยากจะทำลาย และไม่มีใครคิดจะทำลายแน่นอนกับการตกชั้นแบบน่าเหลือเชื่อของทัพ “แกะเขาเหล็ก” ที่ตลอดทั้งฤดูกาลคว้าชัยชนะไปได้แค่นัดเดียวเท่านั้น บิลลี่ เดวีส รั้งตำแหน่งเป็นนายใหญ่จนถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนเพราะนำทีมชนะ นิวคาสเซิ่ล ได้นัดเดียวแต่ใครจะไปรู้ล่ะว่านั่นคือชัยชนะนัดแรกและนัดสุดท้ายของฤดูกาล

หลังจากนั้น พอล จีเวลล์ เข้ามาเขาไม่สามารถนำทีมชนะได้อีกเลยแม้แต่นัดเดียวโดยทีมในตอนนั้นมีทั้ง รอย คาร์โรลล์, เคนนี่ มิลเนอร์, ดาร์เรน มัวน์ และ เคร็ก ฟาแกน

ทั้งนี้ก็สามารถติดตามอ่าน ข่าวบอล อื่นๆเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์นี้ที่เดียว พร้อมอัพเดทบทความสดใหม่ทุกวัน

5 นักเตะพรีเมียร์ลีก ที่มีผลงานเปรี้ยงปร้างหลัง ล็อกดาวน์

โค้งสุดท้ายในฟุตบอล พรีเมียร์ลีก เหลือกันอีกไม่ถึงสัปดาห์ ก็จะปิดฤดูกาลกันแล้วนะครับ หลังจากซีซั่นนี้พิเศษเป็นอย่างมาก เพราะทำการแข่งขันกันแทบจะครบหนึ่งปีเลยทีเดียว หลังจากพักกันไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม เนื่องจากมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น จากเหตุการณ์ไวรัส โคโรน่า ระบาดทั่วโลก สุดท้าย พรีเมียร์ลีก ก็กลับมาลงเตะได้อีกหนึ่งครั้ง ในปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และก็มี นักเตะพรีเมียร์ลีก บางคนที่กลับมาพร้อมกับฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม

ในช่วง 9 เกมสุดท้าย สมาคมฟุตบอลอังกฤษ นั้นจัดวางโปรแกรมให้ทั้งหมดจบลงภายในเพียงเดือนครึ่งโดยประมาณเท่านั้น และนี่ก็ก้าวมาถึงนัดที่ 37 และ 38 แล้ว ช่วงเวลาที่พักกันไปทั้งสิ้นราวๆ 3 เดือน มันมีอะไรน่าสนใจมากเลยนะครับ กับการกลับมาเตะกันอีกครั้ง บางทีมจากที่เล่นดีมาตลอด ก็กลับมาฟอร์มหลุดในช่วงนี้ บางทีฟอร์มไม่ดีมาก่อนหน้า ก็กลับมาเล่นได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ นักเตะบางคน แทบจะไม่ได้รับโอกาสในช่วงก่อนหน้า แต่เมื่อกลับมาเตะกันในช่วง 9 เกมที่เหลือ กลายเป็นว่ายึดตำแหน่งตัวจริงได้ และทำผลงานได้ดีเสียด้วย ซึ่งจะมีใครบ้างวันนี้บ่อนพนันที่ใหญ่ที่สุดอย่าง โนว่า88 จะพาไปดูกัน

พาไปดู 5 นักเตะพรีเมียร์ลีก ที่ทำผลงานได้ดีหลังกลับมาแข่งอีกครั้ง

1.เมสัน กรีนวู้ด – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

นักเตะพรีเมียร์ลีก

จริงอยู่ว่า บรูโน่ แฟร์นันเดส เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากๆ ในช่วงที่กลับมาจาก โควิด ครั้งนี้ แต่ก่อนหน้านั้น เขาเองก็ทำผลงานได้ดีมาแล้ว นับตั้งแต่ย้ายมา เดือนมิถุนายน บรูโน่ คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก ไป ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ เขาก็ได้ไปหนึ่งครั้ง นั่นแสดงว่าเขาสุดยอดมาก่อนหน้านี้แล้ว

แต่ กรีนวู้ด ที่ในช่วงก่อนจะล็อกดาวน์ เขาเป็นพระรองให้กับ แดเนี่ยล เจมส์ ได้ลงเป็นตัวจริงในลีกเพียง 4 นัดเท่านั้น แต่เมื่อกลับมาลงเตะในช่วงนี้ เขาได้รับโอกาสเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็มาจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขานั่นเอง ผลงาน 9 ประตูในลีก 4 ประตูนั้นมาจากการลงสนามไปในช่วง 3 นัด ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นกำลังฟอร์มฮอต สถิติการทำประตูของเขานั้นถือว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก

7 เกมที่เขาได้ลงเล่น ซํดไปถึง 4 ประตู นั่นคือค่าเฉลี่ยที่สุดยอดนะครับ กับเด็กวัยเพียง 18 ปี ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวมีสถิติที่พร้อมจะทำลายรออยู่อีกเพียบเลย น่าเสียดายที่ช่วง 2 เกมหลังเขาโดนเล่นงานหนักไปหน่อย จนทำให้มีสภาพไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ฟอร์มการยิงประตูเลยหายไป

2.ฟิล โฟเด้น – แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แข้งพรีเมียร์

ใครๆ ก็รู้ว่าแข้งรายนี้ จะกลายเป็นอนาคตให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในอนาคต เขาได้รับโอกาสจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่กุนซือขาวสแปนิช เข้ามารับงานผู้จัดการทีมที่นี่ ซึ่งแน่นอนว่าความโดดเด่นอะไร ก็คงจะสู้พวก ราฮีม สเตอร์ลิ่ง หรือ เควิน เดอ บรอยน์ ไม่ได้

แต่หลังจากล็อกดาวน์กลับมา เจ้าของทรงผม พัค เซรอย กลับโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลายๆ เกมเขาได้แสดงให้เห็นว่าในซีซั่นหน้า เขาสามารถแทนที่ของ ดาบิด ซิลบา ที่ตัดสินใจอำลาทีมเมื่อจบซีซั่นได้ 4 ประตูหลังกลับมาจากล็อกดาวน์ เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดี การจ่ายบอล, การสัมผัสบอล และวิศัยทัศน์ในการเล่น ต้องบอกเลยว่าเขาพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก

มีหลายต่อหลายเกมที่เขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้บรรดาสื่อในแดนผู้ดี นั้นเริ่มเขียนเชียร์ให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ลองเรียกแข้งวัย 20 ปี ไปติดทีมชาติดูเลยทีเดียว

3.มิคาอิล อันโตนิโอ – เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด

แข้งพรีเมียร์ลีก

เอาเข้าจริงแล้ว นักเตะสาระพัดประโยชน์ผู้นี้ เป็นตัวความหวังหลักของทัพ “ขุนค้อน” มาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงที่ เซบาสเตียน เอลแลร์ นั้นเจอกับอาการบาดเจ็บ ต้องพักยาว เขาได้ถูกจับไปเป็นกองหน้าตัวเป้าแทนที่ ในช่วงตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เขากลับทำได้ไม่ตามเป้า จนทำให้ยิงได้เพียง 2 ประตู และสถานการณ์ของทัพ “ขุนค้อน” เองก็ต้องมาลุ้นหนีตกชั้นด้วย

แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อผ่านพ้นช่วงล็อกดาวน์ เขาซัดไปแล้ว 7 ลูก จาก 7 นัด โดยเฉพาะเกมที่เหมาคนเดียว 4 ประตูให้ทีมเอาชนะ นอริช ซิตี้ 4-0 มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก จากที่เริ่มล็อกดาวน์ พวกเขายังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะตกชั้น แม้อันดับจะอยู่เหนือโซนสีแดง แต่ปัจจุบัน หลังจากที่เอาชนะ วัตฟอร์ด 3-1 ทำให้ทีมนั้นมีเปอร์เซนต์ ในการรอดตกชั้นเกิน 90% ไปแล้ว

ปัจจุบัน เวสต์ แฮม มีแต้มนำอันดับ 18-19 อยู่ถึง 6 คะแนน โดยมีการแข่งขันเหลืออีก 2 นัด ขณะที่ลูกได้เสียนั้นก็ดีกว่าเกือบ 10 ประตู นี่คือหนึ่งในนักเตะที่มีส่วนช่วยกับการรอดตกชั้นเป็นอย่างมาก

4.คริสเตียน พูลิซิช – เชลซี

เพลย์เยอร์

จริงอยู่ที่ พูลิซิช นั้นมีช่วงเวลาดีมากๆ กับ เชลซี ไปแล้วหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะบาดเจ็บไป แต่ก็นั่นแหละครับ เขาได้รับบาดเจ็บไป และทีมก็ต้องใช้บริการของ วิลเลี่ยน คอยแบกทีมมาโดยตลอด หลังจากล็อกดาวน์กลับมา นอกจาก โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ทำผลงานได้อย่างดีแล้ว ยังมีแข้งชาวอเมริกันรายนี้นี่แหละ ที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ยกระดับเกมบุกของทีมได้อีกหนึ่งขั้น

ผลงาน 3 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ ในเกมล่าสุด ที่ทำให้ ชิรูด์ ซัดประตูชัยเอาชนะ นอริช ไป 1-0 ทำให้พวกเขามีความได้เปรียบเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยการมีแต้มเหนือกว่า 1 คะแนน น่าสนใจว่าด้วยฟอร์มแบบนี้ จะทำให้เขาไปในทิศทางไป โดยเฉพาะเมื่อ “สิงโตน้ำเงินคราม” นั้นได้ตัว ติโม แวร์เนอร์ และ ฮาคิม ซีเย็ค เข้ามา

5.คีแรน เทียร์นี่ย์ – อาร์เซน่อล

ฟอร์มดี

แบ็กซ้ายเจ้าของค่าตัว 25 ล้านปอนด์ มาด้วยอาการบาดเจ็บ หลังจากผ่าตัดไส้เลื่อน ต้องพักฟื้นไม่สามารถลงเล่นให้กับทีมได้ในช่วงแรก พอกลับมาได้ ก็ดันมาบาดเจ็บไหล่ในเดือนธันวาคม ต้องพักไปอีก กลับมาหลังจากล็อกดาวน์ อาการบาดเจ็บของเขานั้นหายไปแล้ว และสามารถกลับมาลงสนามให้กับทีมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งมันได้แสดงให้เห็นเลยครับว่าเขาคือแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดของทีมในตอนนี้ และเป็นนักเตะที่เล่นได้ดีที่สุดในช่วงนี้อีกด้วยจ

ไม่ว่าจะเป็นเกมรับ หรือเกมรุก เขาสามารถทำได้ดี ไม่มีข้อตำหนิ จากที่ต้องถอย บูกาโย่ ซาก้า เข้ามาเล่นเป็นแบ็กจำเป็น ตอนนี้ทีมก็ได้ตัวหลักกลับมา ถึงขั้นตำนานแบ็กซ้ายของทีมอย่าง แอชลี่ย์ โคล ยังออกมาชื่นชม ด้วยการเติมไปเล่นเกมรุกได้ดี และยังตั้งรับแบบประกบตัวต่อตัวได้อย่างยอดเยี่ยม

ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาแฟนบอลของทีมก็เห็นพ้องต้องกัน เลือกโหวตให้เขาได้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนมิถุนายน หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในทีม นับตั้งแต่กลับมาจากการล็อกดาวน์ และในเกมล่าสุดก็เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้โดดเด่นที่สุดในทีม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ปืนใหญ่” เอาชนะทีมแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล ไป 2-1

ทั้งนี้ถ้าหากอยากจะติดตามอ่าน ข่าวบอล อื่นๆเพิ่มเติม ก็สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์นี้ที่เดียว โดยจะทำการอัพเดทสดใหม่ให้ได้ติดตามทุกวัน

9 กรณี ที่จะเกิดขึ้นกับการลุ้น พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้

การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 จะเข้าสู่เกมนัดสุดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมนี้แล้วนะครับ เราจะได้บทสรุปกันแล้วว่าจะออกมาเป็นแบบไหน ใครจะได้ พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

พาส่อง 9 สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในการแย่ง พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็การันตีคว้าอันดับ 2 ไป พร้อมกับได้ไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน หลังรอดจากการโดนแบน นอริช ก็เป็นทีมแรกที่ตกชั้นไปเป็นที่เรียบร้อย เท่ากับว่าตอนนี้เหลือทีมที่ยังมีลุ้นในอันดับต่างๆ อยู่เพียงไม่กี่ทีม

โซนตกชั้น เหลือเพียงแค่ บอร์นมัธ, แอสตัน วิลล่า และ วัตฟอร์ด ที่ลุ้นกัน ส่วน เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด หลังจากที่ได้หนึ่งแต้มจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็การันตีรอดตกชั้นเป็นที่เรียบร้อย ส่วนโซน ยูฟ่า ยูโรปาลีก อาร์เซน่อล ไม่ได้ลุ้นอันดับที่ 7 แล้ว เท่ากับว่าพวกเขาต้องคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เท่านั้น เพื่อไปเล่นถ้วยเล็กของยุโรป

ส่วน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป้าหมายในตอนนี้คือการคว้าอันดับที่ 6 เพื่อการันตีในการไปเล่น ยูโรปาลีก เพราะถ้าเกิดอยู่แค่อันดับที่ 7 แล้ว “ปืนใหญ่” เกิดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ขึ้นมา พวกเขาจะอดไปทันที โดยพวกเขาจะต้องเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ให้ได้ และแช่งให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน แพ้หรือเสมอกับ เชลซี ทั้งนี้ทาง วูล์ฟ ก็ต้องเอาชนะ เชลซี เพื่อการันตีไปเล่น ยูโรปา อีกหนึ่งครั้ง หากเอาชนะไม่ได้ ต้องแช่งให้ สเปอร์ส แพ้ เพื่อไม่ต้องหล่นไปที่ 7 แล้วไปเจอชะตากรรมเดียวกับ “ไก่เดือยทอง”

ไฮไลท์สำคัญคือการลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มีชิงกันอยู่ 3 ทีมคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ วูล์ฟ โดยมีตั๋วเหลืออยู่ 2 ใบ อันดับ 3-4 ส่วนที่ 5 ไปเล่นถ้วยเล็ก ทัพ “ปีศาจแดง” ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นอันดับ 3 ก่อนเข้าสู่เกมสุดท้าย มีอยู่ 63 คะแนน เท่ากับ เชลซี ทีมอันดับ 4 แต่มีลูกได้เสียที่ดีกว่า มีอยู่บวก 28 ขณะที่ เชลซี บวก 13

พื้นที่ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

ส่วน เลสเตอร์ พวกเขามี 62 คะแนน ตามหลังอยู่ไม่ไกลแค่แต้มเดียว โดยมีประตูได้เสียเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่น่าสนใจกว่านั้น คือโปรแกรมนัดสุดท้าย ที่จะเป็นการดวลกันระหว่างอันดับ 3 กับอันดับ 5 และอันดับ 4 เจอกับอันดับ 6 เลสเตอร์ จะเปิดรังพบกับ แมนฯ ยู ส่วน เชลซี จะเล่นในบ้าน ดวลกับ วูล์ฟ ซึ่งมันจะคำนวนออกมาได้ง่าย และชัดเจนมากๆ เพราะเป็นการตัดกันเอง กรณีที่มันจะเกิดขึ้นเมื่อหมดเวลา 90 นาที เลยเหลือเพียงแค่ 9 หนทางเท่านั้น วันนี้ทางบ่อนพนันออนไลน์ชื่อดังอย่าง สโบเบท ก็ได้นำเอาเงื่อนไขที่มีโอกาสเกิดขึ้นทั้ง 9 อย่างมาให้ดูกันก่อนที่จะได้รับชม 2 เกมที่จะขับเคี่ยวกันในระดับ 5 ดาว เป็นโค้งสุดท้ายของจริงในฤดูกาลนี้

1.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน

กรณีนี้ แมนฯ ยู จะมี 66 คะแนน และค่อนข้างจะการันตีได้อันดับที่ 3 ของตาราง เพราะประตูได้เสียตอนนี้นำ เชลซี อยู่ถึง 15 ประตู คงเป็นไปได้ยากที่ ยูไนเต็ด จะชนะ 1-0 แล้ว เชลซี เอาชนะ 16-0

ส่วน เลสเตอร์ ซิตี้ จะคว้าอันดับ 5 และ วูล์ฟ อาจจะถูกแซงหาก สเปอร์ส เอาชนะ คริสตัล พาเลซ ได้ เท่ากับว่า แมนฯ ยู กับ เชลซี จะกอดคอไปเล่นถ้วยใหญ่ ส่วน เลสเตอร์ ต้องไปเล่น ยูโรปาลีก อย่างน่าเสียดาย

ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

2.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน

ผลนั้นจะไม่ต่างอะไรกับกรณีแรก ทีมที่จะได้ไปจะเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เชลซี เหมือนเช่นเคย เพียงแค่เรื่องของแต้มนั้นจะไม่เหมือนกัน

แมนฯ ยูไนเต็ด จะมี 66 คะแนน เชลซี มี 64 ส่วน เลสเตอร์ มี 62 ขณะที่ วูล์ฟ หากได้หนึ่งแต้มจาก เชลซี มันยังไม่การันตีว่าพวกเขาจะได้อันดับ 6 นะครับ เพราะจะขึ้นมามี 60 แต้ม สเปอร์ส ถ้าชนะ พาเลซ ก็จะมี 61 คะแนน ถูกแซงอยู่ดี

3.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน

แม้ว่า เชลซี จะสะดุดแพ้ให้กับ วูล์ฟ ถ้ามันเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นมา แต่ถ้า เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่สามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ พวกเขาก็จะพลาดการไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ดี

แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ 66 คะแนน ตามมาด้วย เชลซี มี 63 แต้ม เช่นเดียวกับ เลสเตอร์ ที่มี 62 คะแนนเท่าเดิม ส่วน วูล์ฟแฮมป์ตัน ถ้าได้ชัยชนะเหนือ เชลซี จะมี 62 คะแนน การันตีการได้อันดับที่ 6 ในทันที กรณีนี้คำนวนได้ง่ายสุด ไม่ต้องไปลุ้นผลคู่อื่นต่อ

4.เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน

กรณีนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ จะขึ้นมามี 65 คะแนน ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของตาราง ส่วน เชลซี นั้นจะกลับมาเป็นอันดับ 3 อีกครั้ง ด้วยการมี 66 แต้ม ขณะที่ วูล์ฟ จะมีโอกาสโดน สเปอร์ส แซง

นี่เป็นหนึ่งในเพียงแค่ 2 กรณีที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะพลาดการไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะก่อนเริ่มสัปดาห์ที่ 38 พวกเขาขออีกเพียงแต้มเดียวเท่านั้น ฉะนั้นไม่แพ้ไว้ก่อนเป็นเรื่องดี

ยูฟ่า

5.เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน

นี่คือกรณีที่สอง ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาจะมีเพียง 63 คะแนนเท่าเดิม ขณะที่ เชลซี จะอยู่อันดับ 4 โดยเขี่ย แมนฯ ยู ไปอันดับ 5 ด้วยการมี 64 แต้ม

ขณะที่ เลสเตอร์ จะกลายเป็นทีมอันดับ 3 ด้วยการมี 65 คะแนน ขณะที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน เช่นเดิมคือต้องลุ้นให้ สเปอร์ส มีผลการแข่งขันที่เหมือนกันหรือแย่กว่าพวกเขา

6.เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน

นี่ก็เป็นเงื่อนไข 1 ใน 2 ที่ เชลซี จะไม่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เช่นเดียวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด กรณีที่พวกเขาแพ้ โอกาสพลาดตั๋วบอลถ้วยใหญ่ยุโรปมีสูงมาก

เลสเตอร์ จะจบอันดับ 3 มี 65 คะแนน, แมนฯ ยู จะมี 63 เท่ากับ เชลซี แต่ประตูได้เสียของ “ปีศาจแดง” มีมากกว่า เลยรั้งอันดับ 4 เอาไว้ได้ ถ้า “สิงโตน้ำเงินคราม” แพ้แล้วยังมีโอกาสเข้ารอบ ต้องลุ้นให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พาทีมเอาชนะ เลสเตอร์ ให้ได้เท่านั้น

ยูฟ่าลีก

7.เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน

ในกรณีดังกล่าว เลสเตอร์ อาจจะไม่แพ้ก็จริง แต่พวกเขาก็จะอดไปเล่นถ้วยยุโรปอยู่ดี เพราะ เชลซี จะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 แทน ด้วยการมี 66 แต้ม ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด จะมี 64 คะแนน

เลสเตอร์ จะมี 63 คะแนนรั้งอันดับ 5 จะเห็นได้ว่าโอกาสที่ เลสเตอร์ จะไม่ได้ไป ชปล. มีโอกาสเกิดขึ้นได้เยอะมาก จาก 9 สถานการณ์ พวกเขามีโอกาสไปเตะได้เพียง 4 กรณี ไม่ถึง 50 เปอร์เซนต์

8.เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน

ในกรณีนี้ ทุกอย่างจะเหมือนเดิมทั้งหมด เหมือนก่อนลงทำการแข่งขัน ในเรื่องของอันดับ คือ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นที่ 3 เชลซี เป็นอันดับ 4 และ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นอันดับ 5 เพิ่มกันขึ้นมาคนละ 1 คะแนนเท่านั้น

แต่ทาง วูล์ฟ มีโอกาสที่จะถูก ท็อตแน่ม แซงหน้าขึ้นไปจบที่ 6 ได้ หากบุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ในเกมนัดสุดท้าย โดยจะมีแต้มมากกว่า “หมาป่า” หนึ่งคะแนน

โควต้ายูฟ่า

9.เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน

นี่เป็นหนึ่งในสองกรณีที่ เลสเตอร์ ซิตี้ จะกอดคอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือต้องกอดคอเสมอกัน และลุ้นให้ วูล์ฟ เอาชนะ เชลซี ให้ได้ บอกเลยว่ามันเป็นไปได้ยากมาก ถ้าวิเคราะห์กันตามหน้าเสื่อ โดย แมนฯ ยู จะมี 64 คะแนน เลสเตอร์ ซิตี้ จะมี 63 เท่ากับ เชลซี แต่ประตูได้เสีย จะดีกว่า และ วูล์ฟแฮมป์ตัน จะการันตีอันดับ 6 อย่างแน่นอน

จาก 9 สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น มีโอกาสน้อยมากนะครับ ที่เราจะได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เลสเตอร์ กอดคอไปถ้วยใหญ่ด้วยกัน เช่นเดียวกัน โอกาสที่ เลสเตอร์ จะได้ไปเล่นถ้วยใหญ่ ก็มีโอกาสไม่ถึงครึ่ง ขณะที่ ยูไนเต็ด ก็มีโอกาสร่วงเพียงแค่ 2 กรณีเท่านั้น คือแพ้ เลสเตอร์ และ เชลซี มีแต้ม ส่วนโอกาสที่ เชลซี ไม่ได้ไป ก็มีน้อยเช่นกัน

ซึ่งทั้ง เชลซี กับ แมนฯ ยู มีโอกาส 7 จาก 9 เงื่อนไขที่จะได้โควต้า ด้วยสถานการณ์ที่ออกมาแบบนี้ เลสเตอร์ จะเป็นทีมที่เสียเปรียบที่สุด ข้อดีของพวกเขาคือการได้เล่นในบ้านนัดสุดท้าย สำหรับมุมมองผม ทีมที่มีโอกาสคว้าท็อปโฟร์มากที่สุดคือ เชลซี เนื่องจากพวกเขาได้เล่นในบ้าน และขอแค่แต้มเดียวก็จะการันตีในทันที

ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด มาเป็นอันดับสอง เพราะพวกเขาต้องไปเยือน เลสเตอร์ ซึ่งจะเสียเปรียบเรื่องดังกล่าว แต่โอกาสนั้นเหมือนกับ เชลซี วันอาทิตย์นี้ เวลา 4 ทุ่มตรง ใครสามารถเปิดดูได้ 2 จอพร้อมกัน แนะนำให้เปิดไว้คู่เลยนะครับ รับรองว่ามันส์อย่างแน่นอน และถ้าหากอยากจะอ่าน ข่าวฟุตบอล เพิ่มเติมก็สามารถคลิ๊กมาอ่านได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รู้จัก อันซู ฟาติ! เด็กนรก ที่จะไม่ล้มเหลวเหมือนแข้ง ลา มาเซีย คนอื่นๆ

ตลอดช่วงเวลาราวๆ 7-8 ปีหลังสุด ชื่อเสียงของศูนย์ฝึกเยาวชน ลา มาเซีย มีอันต้องเฟดๆ หายไปพอสมควร ภายหลังจากที่พยายามดันแข้งดาวรุ่งขึ้นมามากมาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เลิศหรูอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม กับเด็กหนุ่มที่ชื่อ อันซู ฟาติ มันอาจไม่เป็นแบบนั้น!

อันซู ฟาติ แข้งดาวรุ่งอนาคตไกล

ความคาดหวังที่สามารถคาดหวังได้จริง ดาวเตะผู้ลืมตาดูโลกที่ กินี บิสเซอู เพิ่งจะอายุแค่ 17 ปี แต่กลับเป็นปีกซ้ายที่ได้รับการยกย่องว่าอาจก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของ บาร์เซโลน่า ได้จริงๆ ในอนาคต มีความเร็ว , จบสกอร์ได้ทั้ง 2 เท้า , มีความเป็นผู้ใหญ่ และสำคัญที่สุดก็คือ มีทัศนคติต่อการเล่นฟุตบอลที่ดี

ลิโอเนล เมสซี่ ให้ความชื่นชมในตัวเขา เพราะนอกเหนือจากจะเป็นเด็กที่มีวินัยมุ่งมั่นในแบบเดียวกับเขาแล้วนั้น — ฟาติ ยังเป็นผู้เล่นที่มีคาแร็คเตอร์เฉพาะตัวที่เด่นชัด และคือเจ้าของสถิติแข้งอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูให้ บาร์ซ่า ทั้งในลีกและ แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นต่างจากอดีตแข้ง ลา มาเซีย อย่าง อดาม่า ตราโอเร่ ที่ปัจจุบันอาจจะพัฒนาขึ้นเยอะ แต่เจ้าตัวก็ยังอ่อนหัดนักเมื่อเทียบกับ ฟาติ ในวัยเดียวกันที่มีความครบเครื่องมากกว่า หรือ เคราร์ด เดโลเฟว ที่มีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็งที่หวือหวาบางจุด

จังหวะของ อันซู ฟาติ ยังถือว่าเข้ามาถูกที่ถูกเวลาเช่นกัน ซึ่งประจวบเหมาะกับการที่ บาร์ซ่า ควรจะหันมาให้โอกาสเขาแบบเต็มตัวในช่วงเวลาหลังจากนี้

  • เศรษฐกิจล่มหลังวิกฤติ โควิด
  • เมสซี่ และ ซัวเรซ ที่โรยรา
  • เด็ก ลา มาเซีย ในทีมชุดใหญ่ที่ร่อยหรอ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันมีโอกาสอยู่ไม่น้อยที่หนูน้อยจากแดน “กาฬทวีป” ที่ย้ายมาอาศัยอยู่ที่ สเปน ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จะได้รับการแผ้วทางผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างจริงจัง นั่นแปลว่าโชคชะตาของเขาได้พัดพาทั้ง โอกาส และฝีเท้า เข้ามาพร้อมๆ กัน

ในอนาคต เรามีโอกาสที่จะได้เห็น โจน ลาปอร์ต้า กลับมานั่งแท่นประธานสโมสร “อาซูลกราน่า” อีกครั้ง นั่นแปลว่าเราอาจจะได้เห็นคนในของ บาร์ซ่า อย่าง ชาบี เอร์นานเดซ ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชใหญ่อย่างเต็มตัวในอนาคต และอาจรวมถึง เคราร์ด ปีเก้ ที่ปรับบทบาทขึ้นมาทำงานบริหารแบบเต็มตัว

อันซู ฟาติ

ไม่ว่าจะออกมุมใด บุคคลเหล่านี้พร้อมสนับสนุนเด็ก ลา มาเซีย และ ฟาติ แบบสุดลูกหูลูกตาอย่างแน่นอน ข้อดีอีกอย่างของ ฟาติ ก็คือ เขาเป็นแข้งที่สามารถเล่นได้ในตำแหน่งที่หลากหลายในแนวรุก ไม่ว่าจะเป็นเบอร์ 7 , เบอร์ 10 หรือเบอร์ 9 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เขาได้มีพื้นที่ในการลงเล่นมากขึ้น แล้วค่อยๆ ปรับหาตำแหน่งที่ดีที่สุด เหมือนกับที่ ชาบี หรือ อีเนียสต้า เคยทำมาแล้ว

ข้อจำกัดของ ฟาติ มีน้อยกว่าอดีตดาวรุ่งคนอื่นๆ และนั่นคือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เจ้าตัวมีโอกาสจะไม่พุ่งชนความล้มเหลวเหมือน เดโลเฟว , อดาม่า , โบยาน หรือ มาร์ค มูเนียซ่า โอกาสทุกอย่างเปิดกว้างรอ ฟาติ อยู่แล้ว ซึ่งคราวนี้ เราก็ต้องมารอดูกันว่าเจ้าหนุ่ม อันซู ฟาติ จะฉวยโอกาสชีวิตครั้งสำคัญที่ว่านี้ไว้ได้มากแค่ไหนครับ สามารถติดตาม ข่าวบอล เด็ดๆเพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้ที่เดียว

4 สิ่งที่ส่ง บาเยิร์น มิวนิค ก้าวสู่ ดับเบิ้ลแชมป์ ในฤดูกาลนี้

ต้องบอกว่าฤดูกาล 2019-20 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างจะล้มลุกคลุกคลานพอสมควรเลยนะครับ สำหรับ บาเยิร์น มิวนิค แต่สุดท้ายพวกเขาก็คว้า ดับเบิ้ลแชมป์ มาครอบครองได้ มันเป็นซีซั่นที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก่อนที่จะผ่านเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลด นิโก้ โควัช ออกจากจำแหน่งกุนซือ เนื่องจากถูก ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต ถล่มไป 5-1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

แล้วก็ได้ทำการแต่งตั้ง ฮานส์-ดีเตอร์ ฟลิค เข้ามารับงานรักษาการ ซึ่งในช่วงแรกก็ยังไม่ดีนัก พาทีมหล่นไปถึงอันดับ 7 ของตารางอยู่หนึ่งสัปดาห์ ทำให้หลายๆ คนก็เริ่มตั้งคำถามว่าการอำลาทีมไปของ ฟร้องค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบน มันส่งผลกระทบกับทีมหรือไม่ และมันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ฟุตบอลเยอรมัน จะมีการเปลี่ยนมือแชมป์จาก “เสือใต้” ไปเป็นทีมอื่น มันหมดยุคของพวกเขาแล้ว?

แต่เรื่องราวมันกลับคล้ายเมื่อซีซั่นที่แล้ว เหมือนฉายหนังม้วนเดิม เมื่อพวกเขาเริ่มครึ่งฤดูกาลหลัง ทุกอย่างก็กลับมาเป็นของ บาเยิร์น มิวนิค อีกครั้ง เพียงแต่บริบท รายละเอียดอะไรต่างๆ มันเปลี่ยนไป พวกเขาสร้างสถิติเป็นแชมป์ลีก 8 ฤดูกาลติดต่อกัน สถิติรวม 30 สมัย และยังเป็นแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล สมัยที่ 20 สูงที่สุดในประเทศ

4 สิ่งที่เกิดขึ้นกับ บาเยิร์น มิวนิค จนทำให้พวกเขาคว้า ดับเบิ่ลแชมป์

1.โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ – คนแบกทีม

บาเยิร์น มิวนิค

ในวัย 31 ปี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นผู้เล่นที่มีโอกาสลุ้นรางวัลรองเท้าทองคำในซีซั่นนี้ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นปีที่เขาสุดยอดมากๆ ทั้งๆ ที่ขาดปัจจัยใหญ่อย่าง ริเบรี่ และ ร็อบเบน ไป

ฤดูกาลนี้ เขาซัดไปทั้งสิ้น 49 ประตู จากการลงสนาม 42 นัด โดยเป็นการยิงในลีก 34 ลูก, เดเอฟเบ โพคาล 4 ประตู และใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 11 ลูก

เขากลายเป็นคนแบกทีมอย่างชัดเจน การยิงมากกว่าที่ตัวเองลงสนาม มันไม่ค่อยมีใครที่จะทำได้นะครับ ช่วงก่อนหน้านี้ก็มีแค่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้, หลุยส์ ซัวเรซ และ ลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้น

2.โธมัส มุลเลอร์ กลับมามีฟอร์มที่ดีอีกรั้ง

ดับเบิ้ล

เลวานดอฟสกี้ จะไม่สามารถยิงได้ถล่มทลายเลย ถ้าไม่ได้การแอสซิสต์ที่ยอดเยี่ยมของ โธมัส มุลเลอร์ ในซีซั่นนี้ เขากดไปถึง 21 แอสซิสต์ สูงที่สุดในบรรดาทุกคนจาก 5 ลีกดัง

ในช่วงที่ คาร์โล อันเชล็อตติ เข้ามาเป็นกุนซือให้กับ “เสือใต้” เมื่อฤดูกาล 2016-17 ผลงานของ มุลเลอร์ ก็ค่อยๆ หายไปในทันที จากที่เป็นบุคคลสำคัญของทีม เป็นตัวจริงมาโดยตลอด ก็ลายเป็นสำรองหนักขึ้นเรื่อยๆ

จนกลับมาในซีซั่นนี้ นับตั้งแต่ ดีเตอร์ ฟลิค ได้เข้ามาเป็นกุนซือ เขาก็ได้กลับมามีช่วงเวลาที่ดีอีกครั้ง เป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ให้กับทีม ด้วยปีก 2 ฝั่งที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ก็มีเขาที่เป็นตัวสนับสนุนทีมทำเกมบุก

คนอาจจะจับตามองไปที่ จาดอน ซานโช่, เควิน เดอ บรอยน์ หรือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในการทำแอสซิสต์ แต่หารู้ไม่ว่า มุลเลอร์ ทำสถิติแซงจอมจ่ายเหล่านั้นไปเป็นที่เรียบร้อย

3.กำเนิดดาวดวงใหม่ อัลฟอนโซ่ เดวิส

ดับเบิ้ลแชมป์

ท่ามกลางปัญหาอาการบาดเจ็บของ นิคลาส ซูเล่, ฆาบี มาร์ติเนซ รวมถึง เยอโรม บัวเต็ง ในช่วงต้นซีซั่น ทำให้ ดาวิด อลาบา แบ็กซ้ายตัวเก่งของทีม ต้องเขยิบตัวเองมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ขณะที่ตำแหน่งแบ็กซ้ายซึ่งว่างอยู่ ก็ได้กำเนิดนักเตะดาวรุ่งคนใหม่ให้กับทีม

ดาวเตะชาวแคนาดา วัยเพียง 19 ปี ย้ายจาก แวนคูเวอร์ ไวท์แค็ปส์ เมื่อปี 2018 ได้รับโอกาสในตำแหน่งแบ็กซ้าย ซึ่งเดิมทีเจ้าตัวเป็นปีก เล่นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาตัวเองจนในช่วงหลังจากปลดล็อกดาวน์ เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มแรงที่สุดเลยก็ว่าได้

จุดเด่นคือสปีดที่รวดเร็ว จน โธมัส มุลเลอร์ นั้นตั้งฉายาให้เป็น โร้ด รันเนอร์ เขาสามารถวิ่งไล่กวดคู่แข่งด้วยความเร็วสูง ทำให้การบุกไปเติมเกมของเขาทางกราบซ้าย ไม่ต้องกังวลเลยว่าเขาจะกลับไปช่วยเกมรับไม่ทัน

การได้เขามายืนเป็นแบ็กซ้าย มันยิ่งช่วยเกมบุกให้กับทัพ “เสือใต้” เพิ่มมากขึ้นไปอีก การที่ทีมนั้นไม่มีคู่หู “ร็อบเบรี่” มันเป็นเรื่องยากที่ คิงสลี่ย์ โกมัน และ แซร์จ กนาบรี้ จะสามารถแบกทีมเอาไว้ได้ ด้วยวัยที่ยังไม่เยอะมาก เดวิส ได้เข้ามาช่วยเพิ่มมิติในเกมบุก ถ้าใครได้ดูก็จะเห็นเลยว่าหมอนี่พัฒนาขึ้นมาก และกลายเป็นตัวสำคัญของทีมในซีซั่นนี้ไปทันที

ผลงาน 29 นัด 3 ประตู 5 แอสซิสต์ ในวัยยังไม่ถึง 20 ปี มันช่างเป็นการเดบิวต์เต็มรูปแบบที่งดงามจริงๆ

4.คู่แข่งยังไม่แกร่งพอ

แชมป์ลีก

อาร์เบ ไลป์ซิก, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค คือ 3 ทีมที่ลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ ทีมที่มาแรงสุดคือ ไลป์ซิก ซึ่งได้ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เข้ามาเป็นเฮดโค้ช

เรารู้กันดีว่า นาเกลส์มันน์ นั้นถือเป็นกุนซือที่ยอดเยี่ยมมากๆ เขาพา ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมเล็กๆ ก้าวไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ เมื่อเขาได้จับทีมที่ยกระดับขึ้นอย่าง ไลป์ซิก โอกาสคว้าแชมป์ได้นั้นดูมีความเป็นไปได้มากเลย

ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ดีเลยทีเดียว แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่สามารถยืนระยะตัวเองเอาไว้ได้ จากที่เป็นแชมป์ครึ่งฤดูกาลแรก ในครึ่งซีซั่นหลัง 17 นัด พวกเขาชนะเพียง 7 เกม ที่เหลือเป็นการเสมอถึง 8 นัด แพ้อีก 2 นัด

ขณะที่ ดอร์ทมุนด์ ก็ดันออกสตาร์ทไม่ดี ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังชนะได้เยอะก็จริง แต่ก็มีสะดุดแพ้ถึง 4 นัด สุดท้ายก็ได้แค่เพียงรองแชมป์

ส่วน กลัดบัค ไม่ต้องพูดถึง พวกเขาเป็นจ่าฝูงอยู่ได้เเพียง 8 สัปดาห์ ช่วงครึ่งหลังก็แพ้เยอะ พวกเขาเล่นทั้งหมด 34 นัด แพ้ไปถึง 9 เกม ผลงานนอกบ้านของพวกเขาก็ยังคงเป็นปัญหา มันต่างกับการเล่นในบ้านเกินไป

แต่ทัพ “เสือใต้” พวกเขามาแบบม้วนเดียว เข้าสู่นัดที่ 18 พวกเขาเก็บชัยชนะได้หมด มีเสมอกับ อาร์เบ ไลป์ซิก เพียงนัดเดียว และหลังจากพวกเขาขึ้นจ่าฝูงในสัปดาห์ที่ 20 พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้ใครขึ้นมาแย่งตำแหน่งได้อีกเลย

ถ้าหากสนใจอยากจะอ่าน ข่าวบอล อื่นๆเพิ่มเติมสามารถคลิ๊กได้ที่นี่ พร้อมแจกช่องทางการสมัครสมาชิก และรับ โปรโมชั่นแทงบอลที่ดีที่สุด ได้ทันที

เพิ่มเติมข่าวสารอื่นๆได้จาก

เว็บกีฬาที่อัพเดทข่าวสารมาทั้งหมด

  1. https://cheerthai.co
  2. https://www.outsidesoccer.com
  3. https://www.5league.com/
  4. https://thaisbobet168.com/