Breaking News
5league.com
ไหนๆแอดก็เขียนถึงวิธีการเล่นเจาะลึก ราคาแทงบอล Sbobet มาก็เยอะแล้วเชื่อว่าเพื่อนๆหน้าใหม่ ก็ยังมีคำถามในใจเสมอว่าจะเลือกเล่น sboดีที่สุด กับเว็บไหน ซึ่งบางท่านก็อาจจะสนใจแค่โปรโมชั่น บางท่านก็อยากได้ความน่าเชื่อถือของเว็บ เดี๋ยวในบทความต่อไป เราจะเจาะลึกทุกเว็บที่รับ แทงบอลสโบเบท เพื่อให้เพื่อนๆง่ายต่อการเลือกและจะได้ไม่ต้องตั้งคำถามว่าจะเล่น Sbobet Maxbet เว็บไหนดี แล้วเจอกันคร้าบบบบบบบบบ

MAXBET

เยอร์เก้น คล็อปป์ สุดยอดการเป็นกุนซือ กับการคว้าตัว 13 แข้งสุดเจ๋ง

คล็อปป์

เจอร์เกน คล็อปป์ เคยค้าแข้งอยู่กับทีมไมนซ์ 05 เป็นเวลาหลายปีแต่ความสำเร็จอย่างแท้จริงเกิดขึ้นหลังเลิกเล่นและหันมาเป็นโค้ช โด่งดังกับการสร้างผลงานในทีมดอร์ตมุนด์และปัจจุบันกำลังจะเป็นกุนซือคนแรกที่พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง จุดเด่นอีกอย่างของกุนซือชาวเยอรมันก็คือการซื้อ แข้งสุดเจ๋ง มาร่วมทีม และนี่คือการซื้อที่น่าประทับใจของคล็อปป์ 13 แข้งสุดเจ๋ง ที่ถูก คล็อปป์ ดึงตัวมาร่วมทีม 13.โจเอล มาติ๊ป คล็อปป์ดึงตัวมาติ๊ปจากชาลเก้มาอยู่กับลิเวอร์พูลเมื่อปี 2016 แบบไม่มีค่าตัว และกุนซือชาวเยอรมันระบุว่าการดึงตัวมาติ๊ปมาเสริมควาแกร่งในแนวรับของ “หงส์แดง” นับเป็นหนึ่งในการซื้อนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเขา 12.ลูคัสซ์ พิสซ์เซ็ค พิสซ์เซ็คเป็นนักเตะอีกคนที่คล็อปป์ได้ตัวมาแบบฟรีจากทีมแฮร์ธ่าเมื่อปี …

Read More »

5 นักฟุตบอลเกมรุก ที่ทำประตูได้น้อยกว่า รามอส ในเวลานี้

นักเตะ

กลายเป็นที่พูดถึงมากที่สุดช่วงหนึ่งสำหรับ เซร์คิโอ รามอส ที่กระหน่ำซัดประตูจนสร้างประวัติศาสตร์เป็นกองหลังที่ทำประตูได้มากที่สุดใน ลาลีกา ไปเรียบร้อย อีกทั้งตลอดชีวิตพ่อค้าแข้งของเขายังยิงไปแล้วถึง 121 ประตูในสโมสรและทีมชาติ (สถิติถึงวันที่ 3 กรกฏาคม 2563 หลังยิงใส่ เกตาเฟ่) ทำให้วันนี้จึงขอหยิบยกนักเตะในตำแหน่งมิดฟิลด์และตัวรุกมาให้ได้ชมกันว่ามีใครยิงน้อยกว่าปราการหลังรายนี้กันบ้าง พาไปดู 5 นักฟุตบอลเกมรุก ที่ทำประตูได้น้อยกว่ากองหลัง 1. เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ไม่เชื่อก็ต้องล่ะครับว่าปีกตัวจี๊ดคู่หู อาร์เยน …

Read More »

หัวเลี้ยวหัวต่อ บังชาน ควรลงเอยที่ มิดฟิลด์ หรือ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

กองกลาง

สัปดาห์ที่ 2 ของ บุนเดสลีกา หลังผ่านช่วงวิกฤติ โควิด-19 มันก็ยังเป็นอีกครั้งที่เราได้เห็น เอ็มเร่ ชาน ต้องถอยไปยืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟจำเป็นอีกครั้ง ชีวิตของดาวเตะทีมชาติเยอรมัน หลังจากโบกมือลา ลิเวอร์พูล เป็นไปอย่างล้มลุกคลุกคลาน เริ่มตั้งแต่การค้าแข้งให้ ยูเวนตุส แล้วพอครั้นจะลุกขึ้นยืนใหม่กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ มันก็ดันมีภัยธรรมชาติมาขั้นกลางเสียอีก ตำแหน่ง มิดฟิลด์ เหมาะกับ ชาน หรือเปล่า? …

Read More »

ข่าวฟุตบอล

5 เพชรเม็ดใหม่ของทีม ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด จะมีใครน่าสนใจบ้าง?

ปัจจุบันทีม ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด นั้นมีนักเตะดาวรุ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และวันนี้เราก็จะพาไปดู เพชรเม็ดงาม ที่รอวันเฉิดฉายของพวกเขา ว่าจะเป็นใครบ้าง และจะมีใครน่าสนใจบ้าง

พาส่อง 5 เพชรเม็ดงาม ของ ราชันชุดขาว ในเวลานี้

5. โรดริโก้ (19 ปี, ราคาประเมิน 40.5 ล้านปอนด์)

เรอัล มาดริด

เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนจากซานโต๊ส ในบราซิล และเมื่อก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ แม้จะมีอายุน้อย แต่ผ่านศึกในประเทศมามากถึง 81 นัด ยิงไปทั้งสิ้น 17 ประตู ก่อนจะย้ายมุ่งหน้าสู่สเปน ซึ่งฝีเท้าของเขาไม่อาจจะเล่นอยู่ในระดับเรอัล มาดริด บีได้ ต้องถูกดันขึ้นมาโชว์ความสามารถในทีมชุดใหญ่ และก็ยังฉายฟอร์มสุดยอดออกมาทันที เมื่อได้รับโอกาสในการเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ประเดิมเกมแรก ไอ้หนูรายนี้ก็ซัดแฮตทริกใส่ กาลาตาซารายได้ทันที เป็นการเปิดตัวที่เป็นข่าวไปทั้งโลกลูกหนัง ซึ่งฤดูกาลนี้เขาเล่นให้ทีมราชันย์ชุดขาวไปแล้วทุกรายการ 18 นัด ทำได้ 7 ประตู ถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่ฉายแววรุ่งสุดๆ

4. วินิซิอุส จูเนียร์ (19 ปี, ราคาประเมิน 40.5 ล้านปอนด์)

มาดริด

เป็นอีกดาวรุ่งที่ได้รับการปั้นจากทีม ฟลาเมงโก้ ประเทศบราซิล เพราะวัยเพียงแค่ 16 ปีก็ได้เล่นให้กับทีมชุดใหญ่แล้ว โดยสองฤดูกาลในบ้านเกิด เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 69 นัด ซัดได้ 14 ประตู ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทำให้ เรอัล มาดริด ตามไปกระชากตัวจนได้ ก่อนจะมาร่วมเล่นอยู่ในเชกุนด้า ร่วมกับ เรอัล มาดริดชุดบีก่อน โดยลงสนามให้ทีมไป 5 นัด ซัดได้ 4 ประตู จนต้องถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทันที ถึงปัจจุบัน เขาได้สัมผัสเกมในชุดราชันย์ชุดขาวไปแล้วทั้งสิ้น 59 นัด ยิงได้ 8 ประตู ทั้งที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ

3. เฟเด้ บัลแบร์เด้ (21 ปี, ราคาประเมิน 48.6 ล้านปอนด์)

ชุดขาว

มิดฟิลด์ดาวรุ่งจากอุรุกวัย ฉายแววความโดดเด่นทันทีตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ก้าวขึ้นมาจากชุดเยาวชนให้กับ เพนารอล ทีมดังจากอุรุกวัย ก่อนที่เรอัล มาดริด จะไปเก็บของดีมาตุนไว้อีกคน โดยมาเริ่มเล่นให้กับ เรอัล มาดริดชุดบี ตั้งแต่ปี 2016 ก่อนที่ปีต่อมาจะถูกปล่อยยืมตัวไปให้กับ ลา คอรุนญ่า ใช้งาน โดยได้เล่นถึง 24 เกม แต่ปีนั้น ลา คอรุนญ่า กระเด็นตกชั้นไป และหวนคืนสู่ต้นสังกัด เรอัล มาดริด อีกครั้ง ฤดูกาลนี้ ถือว่าแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว เพราะได้โอกาสลงเล่นแล้วทำผลงานได้ดีจนยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมเอาไว้ได้ จนมีข่าวว่า อาจจะไม่ซื้อ ปอล ป๊อกบา เข้ามาให้เปลืองเงิน เพราะได้ของดีอย่าง บัลแบร์เด้ คนนี้แล้วนั่นเอง

2. บราฮิม ดิอาซ (20 ปี, ราคาประเมิน 12.15 ล้านปอนด์

ราชัน

ดาวเตะทีมชาติสเปนรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีรายนี้ เริ่มเล่นในระดับเยาวชนกับมาลาก้า ก่อนจะย้ายไปฝึกต่อกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และมีโอกาสได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ ตราเรือใบ 5 นัด เพราะถือเป็นดาวรุ่งที่เจิดจรัสที่สุดคนหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาอยู่กับเรอัล มาดริด ทำนองเดียวกับ เจดอน ซานโช่ และได้โอกาสประเดิมสนามร่วมกับทีมราชันย์ชุดขาวชุดใหญ่แล้ว และพังประตูแรกในศึกโคปาเดอเรย์  ได้สำเร็จในนัดพบกับ เรอัล โซซิดัด

1. ทาเคฟูสะ คูโบะ (18 ปี, 12.15ล้านปอนด์)

ราชันชุดขาว

ฉายาเมสซี่แห่งญี่ปุ่น และเป็นข่าวดังเมื่อถูกคู่แข่งอย่างบาร์เซโลน่า ซิวตัวไปร่วมทีมเยาวชน ก่อนที่ฟีฟ่าจะมองว่าเป็นการดึงตัวมาแบบผิดกฎ ทำให้ต้องกลับไปตั้งต้นในญี่ปุ่นอีกครั้ง ก่อนที่เรอัล มาดริด จะไปคว้าตัวมาจากเอฟซี โตเกียว ในฐานะเจ้าของสถิตินักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่เล่นในเจลีกด้วยอายุ 15 ปี 5 เดือนกับอีก 1 วัน ฤดูกาลนี้ถูกปล่อยตัวให้กับ มายอร์ก้า ยืมตัวไปเล่น และกลายเป็นนักเตะจากญี่ปุ่นคนที่ 3 ที่มาเล่นให้กับทีมชาวเกาะ และฉายฟอร์มความเก่ง โดยซัดไปแล้ว 3 ประตูจากการลงเล่นในลาลีกา 24 นัด

ซึ่งถ้าหากอยากจะติดตามอ่านบทความ ข่าวบอล และข่าวสารอื่นๆเกี่ยวกับ วงการฟุตบอล ก็สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ที่เดียว

10 สุดยอดนักเตะ ตำแหน่งแบ็กขวา ของโลกยุคปัจจุบัน พาร์ท 2

หลังจากได้ดูอันดับ 10-6 กันไปเรียบร้อยแล้ว แค่นั้นก็ถือว่ามีแบ็กในระดับชั้นนำหลายต่อหลายคนแล้วนะครับ แต่แน่นอนว่ายังมีอีก ยังไม่หมดเท่านี้ นักเตะ ตำแหน่งแบ็กขวา ในโลกนั้นยังมีผู้ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในปัจจุบันอีกถึง 5 คนด้วยกัน และแน่นอนว่า ตัวผู้เล่นจากสโมสรชั้นนำยังมีอีกหลายต่อหลายคน ที่ยังไม่ได้เอ่ยชื่อไป ซึ่งแฟนบอลจากทีมต่างๆ ก็คงรู้กันดีว่ามีใครบ้าง

พาส่องอีก 5 อันดับ นักเตะ ตำแหแน่งแบ็กขวา ในยุคปัจจุบันนี้

5.เคียแรน ทริปเปียร์ (แอตเลติโก มาดริด)

ตำแหน่งแบ็กขวา

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับ ทริปเปียร์ คือเขาดันย้ายไปอยู่กับ แอตเลติโก มาดริด แล้วไม่ได้วาดลวดลายตัวเองใน พรีเมียร์ลีก ต่อไป เพราะก่อนหน้านี้ เขาคือส่วนสำคัญของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กลายเป็นผู้เล่นที่ทัพ “ไก่เดือยทอง” นั้นขาดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ และด้วยผลงานสุดโดดเด่นใน ฟุตบอลโลก 2018 ทำให้เขากลายเป็นกองหลังระดับท็อปคนหนึ่งในวงการ เพียงแต่ความน่าเสียดายที่สองคือหลังจากนั้น เขาก็ได้รับบาดเจ็บ ทำให้ฟอร์มการเล่นนั้นจึงไม่ได้พัฒนาขึ้นไปยังขีดสุด

เขาเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทั้งเกมรับ และเกมรุกนะครับ เพียงแต่ถ้าจะถามว่า รุกได้ดีเท่า เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หรือไม่ ก็ไม่ถึงขั้นนั้น และเด่นเกมรับเหมือนกับ อารอน วาน-บิสซาก้า หรือเปล่า ก็ไม่เชิงเช่นกัน นี่แหละเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับ ทริปเปียร์ โดยเฉพาะวัยของเขาที่มาถึง 29 ปีแล้ว ถ้าเจ้าตัวได้ย้ายมาอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หรือได้เล่นภายใต้การทำงานของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ หรือยอดกุนซือ ตั้งแต่เด็กๆ เขาอาจจะไปได้ไกลกว่านี้ก็เป็นได้

4.ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ตำแหน่งแบ็คขวา

เป็นกองหลังอีกหนึ่งรายที่ทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีปัญหาหลุดๆ ในเรื่องเกมรับอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้บ่อยนัก โดยเฉพาะถ้ามีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ไว้ใจได้อยู่ข้างๆ เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซีซั่น 2018-19 เขาเป็นแบ็กขวาที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากนะครับ ปัจจุบันเขาทำไปแล้ว 12 แอสซิสต์ จาก 130 นัดให้ แมนฯ ซิตี้ การทำงานทางกราบขวาของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะการเล่นเจาะตำแหน่งฮาล์ฟสเปซ ซึ่งเป็นไม้ตายของทีม

น่าเสียดายที่ช่วงหลังๆ แกเร็ธ เซาธ์เกต นั้นไม่ค่อยมองเห็นค่าของเขาสักเท่าไหร่ ประกอบกับการที่ทีมชาติอังกฤษ นั้นมีผู้เล่นตำแหน่งแบ็กขวาที่ดีหลายต่อหลายคน ทำให้เขาต้องหลุดการติดธงในช่วงหลังไปโดยปริยาย แถมในฤดูกาลนี้ “เรือใบสีฟ้า” ก็ดันมามีผลงานที่ไม่ดีนัก สืบเนื่องจากกองหลังนั้นได้รับบาดเจ็บกัน ทำให้เกมรับก็ดูแย่ไปด้วย เขาเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

3.อัชราฟ ฮาคิมี (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

นักเตะแบ็กขวา

ดาวเตะชาวโมร็อคโค นั้นมีแววยอดเยี่ยมมาตั้งแต่สมัยเล่นให้กับ เรอัล มาดริด แล้วนะครับ แต่โชคไม่ดีที่ตอนนั้น “ราชันชุดขาว” มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง บวกกับทีมก็ยังมี ดานี่ การ์บาฆาล อยู่เป็นตัวหลัก แต่เมื่อเจ้าตัวได้ย้ายมาเล่นให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยรูปแบบการยืมตัว ผลงานของเขาก็โดดเด่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ระยะเวลา 2 ฤดูกาล ตำแหน่งที่ยิงประตูได้มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด นอกจากผู้รักษาประตู ก็จะเป็นแบ็กขวานี่แหละครับ แต่เขากลับยิงไปทั้งสิ้น 10 ประตูให้กับ “เสือเหลือง” มากกว่า เจสซี่ ลินการ์ด ในระยะเวลาเดียวกันเสียอีก ซีซั่นนี้ เขาขึ้นมาติดท็อป 5 ผู้เล่นแอสซิสต์สูงสุดใน บุนเดสลีกา โดยทำไปแล้วถึง 10 หน ถือเป็นอีกหนึ่งกองหลังที่กำลังจะกลายเป็นผู้เล่นในระดับโลกในไม่ช้า

2.อารอน วาน-บิสซาก้า (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ตำแหน่งแบ็คขวา

หลังจากได้เฉิดฉายผลงานเมื่อฤดูกาล 2018-19 กับ คริสตัล พาเลซ ก่อนจะถูก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซื้อตัวเข้ามา เขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เขาคือของจริง เขาคือหนึ่งในกองหลังที่เล่นเกมรับแบบดวลตัวต่อตัวได้เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง โดยเฉพาะลูกเด็ดคือการดักจังหวะแล้วเข้าสกัดบอลจากบรรดาปีกความเร็วสูง นับตั้งแต่ วาน-บิสซาก้า เข้ามาเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด จากที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง มักจะทำผลงานได้ไม่ดีเมื่อเจอกับ “ปีศาจแดง” ยิ่งกลายเป็นหายไปจากเกมมากขึ้นกว่าเดิม

เขายังมีสถิติเป็นผู้เล่นที่เข้าสกัดสำเร็จด้วยเปอร์เซนต์ที่สูงที่สุดในยุโรป จำนวน 84.6% เขามีทั้งความแข็งแกร่ง และความเร็ว รวมถึงการอ่านเกมที่สุดยอด บวกกับความมั่นใจของเขาที่มีเต็มเปี่ยม ติดอย่างเดียวในเรื่องเกมรุก หากเขาสามารถเปิดบอลได้ดีด้วย หรือสามารถเติมเกมบุกได้ตื่นตากว่านี้ เขาคงจะเป็นแบ็กขวาเบอร์หนึ่งของโลก อย่างไม่ต้องสงสัย

1.เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล)

แบ็กขวาที่ดีที่สุด

ถ้านับถึงปัจจุบันนี้ หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่มี โจชัว คิมมิช ซึ่งผมได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า คิมมิช ผมมองว่าเขากลายเป็นกองกลางไปเป็นที่เรียบร้อย เพราะส่วนใหญ่ช่วงหลังๆ นั้นเจ้าตัวจะถูกจับไปเล่นเป็นมิดฟิลด์เสียมากกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาได้กลับมาเป็นแบ็กขวาอย่างถาวรอีกครั้ง เขาจะต้องติด 1 ใน 3 ของโลกแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย

ฉะนั้นอันดับหนึ่งในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ด้วยวัยเพียงแค่ 21 ปี แต่กลับเป็นส่วนสำคัญให้กับ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังรวมถึงการที่เขากำลังจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นของ “หงส์แดง” ที่คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้เป็นครั้งแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดหนแรกในรอบ 30 ปี

ปัจจุบันเจ้าตัวทำแอสซิสต์ในลีกไปแล้วถึง 12 ครั้ง เรียกได้ว่าเป็นแบ็กขวาที่สุดยอดมากๆ เราไม่ได้เห็นกองหลังซ้ายขวาทำแอสซิสต์ ได้เท่านี้มานานมากแล้ว เราอาจจะเห็นแบ็กมากมาย มีชื่อเข้าไปอยู่ในฟิฟโปร ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องมีนักเตะตำแหน่งแบ็กขวาด้วย แต่นานๆ ที เราจะเห็นนักเตะตำแหน่งแบ็กขวา ไปลุ้นรางวัลใหญ่อย่าง บัลลงดอร์ ซึ่ง หนูเทรนท์ ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำได้

จุดด้อยเพียงอย่างเดียวของเขาในตอนนี้ คือเรื่องของเกมรับ แต่แน่นนอนว่าเมื่อเกมรุกมันเด่น จุดที่ด้อยมันก็คงต้องเป็นเกมรับ เพราะถ้าดีทั้งสองอย่างพร้อมกัน มันจะกลายเป็นแบ็กที่ไร้เทียมทาน จนไม่มีอะไรมาต้านทานได้ แต่มันก็ไม่แน่ครับ เขายังเหลือเวลาอย่างน้อยอีก 10 ปีขึ้นไป ให้ได้โลดแล่นอยู่ในเส้นทางสายฟุตบอลแห่งนี้ ใครจะไปรู้ อีก 5-6 ปีข้างหน้า เขาอาจจะกลายเป็นแบ็กขวาอันดับหนึ่งของโลกตลอดกาลก็เป็นได้

ติดตามข่าว ข่าวกีฬา อื่นๆเพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้ที่เดียว พร้อมแนะนำวิธีการเล่น สล็อต กับเว็บพนัน สโบเบ็ต ต้องทำยังไงบ้าง?

พาส่อง 10 สุดยอด แบ็กขวา ระดับโลก ในยุคปัจจุบัน พาร์ท 1

ช่วงเวลาที่ โควิด-19 กำลังระบาด เชื่อว่าแฟนฟุตบอลชาวไทย โดยเฉพาะวัยรุ่นวัยทำงาน คงต้องหาอะไรมาทำแก้เซ็งกันบ้างในช่วงนี้ และวันนี้พวกเราก็ได้ทำการรวบรวม ตำแหน่งนักเตะที่มักจะหายาก อีกหนึ่งตำแหน่งก็คือ แบ็กขวา โดยปัจจุบันก็มีผู้เล่นมากมาย แต่จะหาดีๆนั้นถือว่าค่อนข้างยากเลยทีเดียว

วันนี้เรานำ 10 ผู้เล่น แบ็กขวา ที่ยอดเยี่ยม ในยุคปัจจุบัน มาให้ได้ดูกัน

10.โธมัส มูนิเยร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

แบ็คขวา

กองหลังชาวเบลเยี่ยม กำลังอยู่ในช่วงวัยที่พีคที่สุดของอาชีพ น่าเสียดายที่ช่วงหลังเจ็บบ่อยไปหน่อย ทั้งๆ ที่เหลือสัญญาอยู่กับต้นสังกัดเป็นปีสุดท้าย แทนที่จะได้โชว์ผลงานให้ทีมอื่นๆ ได้จับตามอง อย่างไรก็ตาม เขายังคงเป็นกองหลังระดับแนวหน้า ประสบการณ์กับสโมสรทั้ง คลับ บรูช หรือ เปแอสเช ก็ไม่น้อย นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นชุดคว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย กับทีมชาติด้วย

9.เนลสัน เซเมโด้ (บาร์เซโลน่า)

แบ็กขวา

หลายๆ คนอาจจะติดภาพของ เซเมโด้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่ฟอร์มนั้นไม่ดีเท่าไหร่ แถมยังก่อความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งหลุดตำแหน่ง หรือเล่นเกมรับไม่ดี เกมรุกดูไม่ได้ แต่ในซีซั่นนี้ เขาเปลี่ยนไปแล้ว ฟอร์มของเขาพัฒนาขึ้น จากที่เป็นตัวสำรอง ก็เริ่มขยับขึ้นมาเป็นตัวจริง และในช่วงหลัง ก่อนที่จะต้องพักเบรกไปจากสถานการณ์ไวรัส โคโรน่า เขากลายเป็นตัวหลักได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับต้องเบียดให้ เซร์กี้ โรแบร์โต้ ขึ้นไปเล่นมิดฟิลด์

เกมบุกของเขาเริ่มทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ฤดูกาลนี้ เขาทำไปแล้ว 2 แอสซิสต์ในเกมลีก ส่วนเกมรับ เจ้าตัวก็เริ่มกลับลงตำแหน่งของตัวเองได้เร็วขึ้นอีกด้วย

8.ดานี่ การ์บาฆาล (เรอัลล มาดริด)

Right Back

ถ้าพูดถึงชื่อชั้น ก็ต้องบอกว่า การ์บาฆาล ควรจะอยู่ในอันดับที่ดีกว่านี้ เพียงแต่ว่าช่วงหลังเจ้าตัวนั้นไม่ได้ทำผลงานน่าประทับใจสักเท่าไหร่ หลังจากที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายทีมออกไป บวกกับปัญหาอาการบาดเจ็บที่รบกวนเขาตลอดซีซั่น 2018-19 หลังจากสิ้นสุดศึก ฟุตบอลโลก 2018 ในฤดูกาลนี้ เขาได้กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้ง และเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง เหมือนกับที่เคยเป็นมา ซีซั่นนี้ เขาทำไปแล้วทั้งสิ้น 5 แอสซิสต์ กับอีก 2 ประตูให้กับทีมในลีก ถ้าเขายังทำผลงานได้ดีอย่างสม่ำเสมอ และก้าวไปถึงการเป็นแชมป์ลีกได้อีกครั้งเมื่อซีซั่นนี้จบลง หรือในอนาคต เขาน่าจะกอบกู้เชื่อเสียงแบ็กขวาระดับท็อป 5 ของโลก ได้อีกครั้ง

7.เบนฌาแม็ง ปาวาร์ (บาเยิร์น มิวนิค)

ตำแหน่งแบ็กซ้าย

เอาจริงๆ แล้วดาวเตะชาวฝรั่งเศสผู้นี้ เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟด้วย แต่ที่เจ้าตัวทำผลงานได้ดีมักจะเป็นแบ็กขวามากกว่า และในทัพ “เสือใต้” ยุคปัจจุบัน เขาก็ได้รับมอบหมายให้เป็นแบ็กเพียงแต่ในช่วงก่อนหน้านี้ นักเตะตำแหน่งเซ็นเตอร์ของทีมนั้นบาดเจ็บกันเยอะ ทำให้กุนซือ ฮานส์-ดีเตอร์ ฟลิค นั้นจับเขาเล่นปราการหลังตัวกลาง

โดยตามหลักแล้ว เขาจะได้รับโอกาสลงสนามในตำแหน่งแบ็กขวา เพื่อเขยิบ โจชัว คิมมิช ไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ และสิ่งที่น่าประทับใจสุดๆ กับตำแหน่งแบ็กขวาของเขา นั่นคือการได้รับโอกาสให้ลงเล่นใน ฟุตบอลโลก 2018 กับทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเขาก็ได้กลายเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมจากทัวร์นาเมนต์นั้น

6.ริคาร์โด้ เปเรยร่า (เลสเตอร์ ซิตี้)

ตำแหน่งแบ็คขวา

ถ้าเปรียบเทียบไทม์ไลน์กับ ปาวาร์ เขาถือว่าตรงกันข้ามเลยทีเดียว เพราะในช่วง เวิลด์ คัพ 2018 กับทีมชาติโปรตุเกส เขายังทำผลงานได้อย่างย่ำแย่เลยนะครับ ถ้าใครได้ดูเกมที่ เขาได้รับโอกาสจากกุนซือ แฟร์นานโด ซานโตส ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ทัพ “ฝอยทอง” ต้องตกรอบให้กับ อุรุกวัย ด้วยสกอร์ 1-2 ถ้ายังจำ 2 ประตูของ เอดินสัน คาวานี่ ได้ จะเห็นว่าเขาเป็นส่วนผิดพลาด ที่ทำให้แชมป์ยุโรปทีมล่าสุดเสียประตู

แต่หลังจากที่เขาย้ายมาเล่นให้กับ เลสเตอร์ และเมื่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามาเป็นกุนซือ เจ้าตัวก็ยิ่งทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสร จากการโหวตโดยแฟนบอล และผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสร จากการโหวตโดยเพื่อนร่วมทีม

ซึ่งในบทความหน้าเราก็จะพาไปดูอีก 5 นักเตะที่เหลือว่ามีใครบ้าง ที่เป็นนักเตะยอดเยี่ยมในตำแหน่ง แบ็กขวา ในปัจจุบันบ้าง และถ้าหากอยากจะเล่น สล็อตออนไลน์ ก็สามารถเลือกเล่นกับเว็บ สโบเบ็ต ได้ที่นี่พร้อม ข่าวบอล อัพเดทใหม่ทุกวัน

จะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้า ฟุตบอลยุโรป ได้กลับมาฟาดแข้งอีกครั้ง

จากสถานการณ์ของไวรัส โควิด-19 ทำให้ล่าสุด สหพันธ์ ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า มีมติว่า การแข่งขันฟุตบอลทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลนี้ถูกระงับแบบไม่มีกำหนดแล้ว จากเดิมที่ตั้งเป้าจะกลับมาแข่งขันให้จบทันในช่วงเดือนมิถุนายน แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ดูจะแย่ลง ทำให้เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ก็ได้มีการประชุมกันระหว่างสมาชิกทั้ง 55 ประเทศ และได้ข้อสรุปออกมาเป็นแบบนี้

ซึ่งการวางมาตรการออกมาแบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เลยนะครับ เพราะมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครรูเลยว่า เรื่องราวมันจะไปจบลงตรงไหน ไวรัส จะหมดจากโลกไปหรือไม่ และเมื่อไหร่สถานการณ์จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม วันนี้ ผมได้นำข้อมูลของ “สปอร์ตส์เมล” ที่พวกเขาได้คาดการณ์กันออกมา

หากสถานการณ์ของ ฟุตบอลยุโรป กลับมาเตะได้อีกครั้ง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

1.หยุดการแข่งขัน คาราบาว คัพ

บอลยูโร

ก่อนที่จะมีการระบาดของ โคโรน่า ไวรัส สิ่งที่ถูกถกเถียงกันเป็นอย่างมาก คือการที่โปรแกรมฟุตบอลอังกฤษ นั้นค่อนข้างจะเยอะเกินไป ลิเวอร์พูล ประสบปัญหาดังกล่าว พวกเขาต้องส่งชุดเยาวชน ลงเล่นกับ แอสตัน วิลล่า ก่อนจะโดนถล่มร่วงตกรอบไป เนื่องจากวันรุ่งขึ้น พวกเขามีโปรแรกมเตะชิงแชมป์สโมสรโลก

และแน่นอนว่า เมื่อสถานการณ์ของไวรัส กลับมาเป็นปกติ ถ้าฤดูกาล 2018-19 ไม่ถูกวางให้เป็นโมฆะ ไม่ว่าจะกลับมาเล่นได้เมื่อไหร่ โปรแกรมมันจะต้องแน่นขนัดอย่างแน่นอน และยิ่งสมมุติว่า ทุกๆ อย่างสามารถคลี่คลายได้ในช่วงราวๆ ครึ่งปีหลังนี้ นอกจากจะเล่นซีซั่นนี้ให้ครบแล้ว พวกเขายังจะต้องเริ่มฤดูกาลใหม่เข้าไปอีก

และทั้งหมดทั้งมวล จะต้องไปจบในเดือนมิถุนายนปีหน้า เพื่อให้การแข่งขัน ยูโร 2021 ได้ทำการแข่งขันกัน และในซีซั่นถัดๆ ไปก็จะไม่ถูกร่นเวลาไปด้วย ฉะนั้น การแข่งขัน คาราบาว คัพ อาจจะต้องถูกยกเลิกออกไปในซีซั่นหน้า และให้การแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ นั้นเหลือแค่ 2 รายการ ฟุตบอลฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งลีกที่มี 20 ทีมเหมือน พรีเมียร์ลีก และมีการแข่งขันฟุตบอลถ้วย 2 รายการเช่นเดียวกัน ซึ่งลีกแดนน้ำหอม พวกเขาก็จะปรับให้เหลือรายการเดียวในซีซั่นถัดไปเช่นเดียวกัน

2.ตัดการเล่นรีเพลย์ใน เอฟเอ คัพ ทิ้งไป

ฟุตบอลยุโรป

เช่นเดียวกัน อีกหนึ่งปัญหาของฟุตบอลถ้วยในอังกฤษ คือการเล่นเกมนัดรีเพลย์ ในฟุตบอล เอฟเอ คัพ เพราะโปรแกรมนัดที่เหมือนกับเป็นเลก 2 มันกลายเป็นว่าต้องเพิ่มโปรแกรมไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งต้องบอกเลยว่า การแข่งขัน เอฟเอ คัพ นัดรีเพลย์ นี่แหละ ที่เป็นตัวปัญหายิ่งกว่า ลีก คัพ เสียอีก เพราะบรรดาทีมใน พรีเมียร์ลีก นั้นจะทำการแข่งขันกันที่รอบ 3 และต้องเตะไปถึง 6 นัดเป็นอย่างน้อย

และแม้ว่า เอฟเอ คัพ นั้นจะลดจำนวนการแข่งนัดรีเพลย์ลง ให้เหลือแค่รอบ 3-4 สำหรับทีมใหญ่ๆ แต่มันก็ยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ดี เพราะในการแข่งรายการนี้ มันดันมาเริ่มเตะรอบ 3 ในเดือนมกราคม ซึ่งมันเป็นช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล สำหรับทีมใหญ่นั้น มีทั้งโปรแกรม ลีก และฟุตบอลยุโรป ที่ก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้นทุกที แต่กลับต้องมานั่งออกสตาร์ทในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 3

ทำให้เหล่าบรรดาทีมใหญ่ บางทีมที่มีโปรแกรมสำคัญรออยู่หลังจากนั้น ต้องตัดสินใจส่งสำรองลงเล่น เจอกับทีมลีกรอง พวกเขาก็ต้องเจอกับความยากลำบาง บางทีมอาจจะคิดในใจว่าถ้าไม่เข้ารอบ ก็ตกรอบไปเลย แต่หวยก็ดันมาแจ็กพ็อตด้วยการเสมอ ทำให้ต้องไปเตะนัดรีเพลย์ ฉะนั้นการตัดเกมรีเพลย์ออกไป จะเป็นอีกหนึ่งส่วนที่จะช่วยให้โปรแกรมนั้นลดลงไปเช่นกัน แม้ว่ามันจะเป็นการทำลายขนบธรรมเนียมของฟุตบอลเก่าแก่ก็ตาม

3.ฟุตบอลโลกปี 2023

ไวรัสโคโรน่า

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 อาจจะไม่สามารถแข่งได้ ถ้าสถานการณ์มันไม่ดีขึ้น สืบเนื่องมาจากการแข่งขันที่กาตาร์ นั้นเอง เพราะฟุตบอลโลกหนนี้ ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะทำการแข่งขันกันในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากถ้าเตะกันตอนซัมเมอร์ จะทำให้อุณหภูมิที่ประเทศกาตาร์ ไม่เอื้ออำนวย เพราะมีโอกาสที่จะร้อนจัดสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

ฟุตบอล ยูโร 2020 ก็ถูกเลื่อนออกไปเป็น 2021 แล้ว ครั้นจะให้การแข่งฟุตบอลโลก เตะหลังจากนั้นอีก 18 เดือน มันคงเป็นอะไรที่ไม่ถูกต้องนัก แน่นอนทางฝั่งยุโรปเองอาจจะไม่โอเคกับเรื่องนี้ ถ้าฟุตบอลโลก อาจจะต้องเลื่อนออกไปในปี 2023 ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าการแข่งขันนั้น อาจจะไม่ได้ถูกจัดขึ้นที่ประเทศกาตาร์ แล้วก็เป็นได้ และอาจจะกลับมาทำการแข่งขันในช่วงซัมเมอร์ตามเดิม

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว การไปเตะฟุตบอลโลก 2022 ช่วงเดือนธันวาคม ก็เป็นอะไรที่คนไม่ค่อยเห็นด้วยกันเท่าไหร่ เพราะมันไปรบกวนการแข่งขันฟุตบอลลลีก ที่กำลังฟาดแข้งกันอยู่ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งจะต้องดูใจของ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร ยังอยากจะทำการแข่งขันที่กาตาร์ ต่อไปหรือไม่ อาจจะเป็นได้ว่าการแข่งที่ กาตาร์ จะมีขึ้นในปี 2023 และแข่งขันในช่วงหน้าหนาวเหมือนเดิมก็ได้ ใครจะรู้

4.ตัดการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องช่วงซัมเมอร์ทิ้ง

โควิด-19

การตัดโปรแกรมการแข่งขันที่ไม่จำเป็นออกไป นอกจากในช่วงฤดูกาลปกติแล้ว การแข่งฟุตบอลช่วงซัมเมอร์ ที่เป็นเกมอุ่นเครื่องเองก็เช่นกัน แม้ว่าการแข่ง ปรี-ซีซั่น จะเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ที่สำคัญ เป็นการกลับมาเคาะสนิมจากนักเตะที่ได้พักเมื่อปิดซีซั่นไปได้ดี แต่มันก็มีอะไรที่เป็นแมตช์ไม่จำเป็นเยอะอยู่

สโมสรระดับสูง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าทีมดังๆ อาจจะต้องพิจารณาไปถึงเรื่องการทัวร์ยังต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นการไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน, สหรัฐอเมริกา หรือที่อื่นๆ ที่เป็นการทำให้นักเตะต้องเดินทางไกล ด้วยรายการเหล่านี้ ถ้ายังมีอยู่ สมมุติว่าโปรแกรมการทัวร์ปรี-ซีซั่น ยังคงกำหนดตามเดิมในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 แทนที่นักเตะจะได้พักจากฟุตบอล ยูโร 2021 ซึ่งพ่วงยาวจากซีซั่น 2019-20 มาถึงซีซั่น 2020-21 ก็จะยิ่งเพิ่มภาระให้กับพวกเขาเหล่านั้น

มันอาจจะไม่ได้ส่งผลดีกับทีมก็ได้ จริงอยู่เรื่องของรายได้ อาจจะได้เข้ามาจากการไปทัวร์ต่างแดน แต่นักเตะเองก็จะกรอบ และอาจจะทำผลงานได้แย่ลงในซีซั่นถัดไป ฉะนั้นเกมการทัวร์แดนไกล โดยเฉพาะการแข่งขัน อินเตอร์ เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ไอซีซี ก็ควรจะต้องงดลงในช่วงต่อจากนี้ จนกว่าทุกๆ อย่างมันจะถูกจัดระเบียบให้เหมือนเดิม

5.ลิเวอร์พูล จะกลับมาเป็นแชมป์

กลับมาเตะอีกครั้ง

แน่นอนว่าหากฟุตบอล ได้กลับมาทำการแข่งขันตามที่กำหนดเอาไว้ ไม่มีการยกเลิก หรือที่เรียกว่า โมฆะ สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ ลิเวอร์พูล ที่ขออีกแค่ 6 แต้ม จะกลายเป็นแชมป์ ประจำฤดูกาล 2019-20 ทันที ตามทฤษฎี มันอาจจะเกิดขึ้นได้ว่าต่อจากนี้ ลิเวอร์พูล แพ้รวด แล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะหมดในช่วงเกมที่เหลือ แล้วปาดหน้าเป็นแชมป์ มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าดูจากสถานการณ์ตามจริง มันแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้น

ฉะนั้น หากโปรแกรมในฤดูกาลนี้ กลับมาแข่งขันกันได้อีกครั้ง ก็เตรียมฉลองกันได้เลยสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ที่กำลังเฝ้ารอแชมป์ลีกแรก ในรอบ 30 ปีอยู่ เว้นเสียแต่ว่าทางฟุตบอลอังกฤษ จะทำการล็อกฤดูกาลนี้ ให้กลายเป็นโมฆะ ซึ่งต้องว่ากันตามตรงว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะล่าสุด มีรายงานจากสื่อว่า ประเทศหนึ่งในยุโรปนั้นกำลังจะทำแล้วหนึ่งลีก

นั้นก็คือ จูปิแลร์ลีก เบลเยี่ยม พวกเขาได้ลงมติแล้วว่าจะจบซีซั่น 2019-20 ไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่ว่าข้อดีที่อาจจะทำให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล ใจชื้นได้ คือทางลีกเบลเยี่ยม นั้นตัดจบซีซั่น ไม่ใช่เป็นการยกเลิกหรือโมฆะ กลางเดือนนี้ คณะกรรมการของลีกฟุตบอลเบลเยี่ยม จะเข้าประชุม เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ว่าจะให้ลีกเบลเยี่ยม จบลงแต่เพียงเท่านี้ และยกแชมป์ให้กับ คลับ บรูช ซึ่งปัจจุบันเป็นจ่าฝูงไปครองทันที

โดยอันดับตารางต่างๆ ก็จะยึดเอาสถานการณ์ปัจจุบันไว้ตรงนี้เลย ส่วนในเรื่องโควต้าฟุตบอลยุโรป และการเลื่อนชั้นตกชั้น ก็จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพื่อดูแลเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งถ้าหากมีการนำร่องจาก เบลเยี่ยม ก็ไม่แน่ว่าลีกอื่นๆ ก็อาจจะเอาแนวทางนี้ไปใข้ได้ พรีเมียร์ลีก เองก็เข่นกัน

ติดตาม ข่าวบอล รวดเร็วฉับไวได้ที่เว็บนี้เว็บเดียว พร้อมข้อมูลใหม่ล่าสุด จัดเต็มแน่นอน

โชเซ่ มูรินโญ่ จากล่ามสู่การเป็น สุดยอดโค้ช ในทุกวันนี้ จะลำบากขนาดไหน?

ถ้าจะนับการเป็น สุดยอดโค้ช ในโลกปัจจุบัน ชื่อของ โชเซ่ มูรินโญ่ จะต้องติดอยู่ในทำเนียบแห่งความสำเร็จ ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานคนหนึ่งคงจะไม่ผิดไปนัก เพราะสิ่งที่เขาได้ทำขึ้นในวงการฟุตบอล มันช่างเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงแล้วทั้งสิ้น

มูรินโญ่

พาส่องประวัติ สุดยอดโค้ช มูรินโญ่

มูรินโญ่ เกิดที่เมืองเซตูบัลในโปรตุเกส เมื่อปี 1963 พ่อของเขาคืออดีตนักฟุตบอลอาชีพร่วมกับทีม เบเลเนนเซ่ และ วิคตอเรีย เซตูบัล ส่วนแม่ เป็นครูประถม เริ่มต้นชีวิต เขาอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบพ่อ จึงร่วมฝึกกับทีมเยาวชนกับ เบเลเนนเซ่ แต่เริ่มเล่นเป็นอาชีพครั้งแรกร่วมกับทีม ริโอ อาฟ ซึ่งขณะนั้น พ่อของเขาทำหน้าที่เป็นโค้ชอยู่ แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางการเป็นนักเตะของเขา จะไม่สดใส เพราะเขาขาดทั้งความเร็วและแรง ทำให้ตัดสินใจที่จะเลือกที่จะมุ่งหน้าสู่การเป็นโค้ชมากกว่า แต่ยังได้โอกาสวนเวียนอยู่ในโลกฟุตบอลที่เขารักเหมือนเดิม

หลังจากนั้นจึงเลือกเดินเข้าสู่บทเรียนแรก ด้วยการเลือกเรียนสาขาวิทยาศาสตร์กีฬาที่มหาวิทยาลัยในกรุงลิสบอน และเข้าร่วมหลักสูตรผู้ฝึกสอนควบคู่กันไปด้วย ซึ่งเขาได้มุ่งเน้นฟุตบอลในแบบฉบับของเขาคือการใช้ ทฤษฎีฟุตบอลควบคู่ไปกับการสร้างแรงบันดาลใจและจิตวิทยา จากนั้นเขาก็เริ่มงานโค้ชแรก ด้วยการคุมทีมเยาวชนของวิคตอเรีย เซตูบัล ก่อนจะก้าวขึ้นสเต็ปต่อไปด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ อะมาดอร่า

สุดยอดโค้ช

ในปี 1992 บ๊อบบี้ ร็อบสัน เข้ามาคุมทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอน และต้องการหาโค้ชท้องถิ่นที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ โอกาสในการร่วมงานกับกุนซือระดับโลกของ มูรินโญ่ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นาน นายใหญ่ชาวอังกฤษ ก็ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ โดนปลดออกจากลิสบอน ก่อนที่ ปอร์โต้ จะเสนองานให้กับ บ๊อบบี้ ร็อบสันทันที ทำให้ มูรินโญ่ ยังคงอยู่ข้างกายเจ้านายในฐานะคนแปลภาษาต่อไป

จากนั้นในปี 1996 เมื่อบ๊อบบี้ ร็อบสัน ย้ายไปคุมทัพบาร์เซโลน่า มูรินโญ่พร้อมครอบครัวก็เก็บเสื้อผ้าบินตามเจ้านายไปหาความท้าทายใหม่ในฐานะทีมงาน แต่คราวนี้ คือยอดทีมระดับโลก ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกับ บ๊อบบี้ ร็อบสัน แท็คติกฟุตบอลทั้งหมด ถูกแปลออกมาโดยมูรินโญ่ ไปสู่ลูกทีมทุกคนทุกสโมสร และเมื่อ ร็อบสัน ก้าวออกจากถิ่นแค้มป์นู แต่ มูรินโญ่ ยังอยู่ต่อในฐานะทีมของของหลุยส์ ฟาน กัล ต่อ ทำให้วิชาลูกหนังจากยอดโค้ชสองคน ถูกจัดระเบียบเข้าสู่การทำงานของมูรินโญ่ในเวลาต่อมา

จริงๆ แล้ว สมัยที่ บ๊อบบี้ ร็อบสัน กลับมาคุมทีมนิวคาสเซิ่ล ในอังกฤษ มูรินโญ่ ยังได้รับการติดต่อให้ไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ด้วย แต่เขาขอเลือกเส้นทางของตัวเองในฐานะโค้ชอย่างเต็มตัวของตัวเอง เมื่อเขาตัดสินใจเข้าเดินสายการคุมทีมอย่างเต็มตัว ปอร์โต้ คือทีมที่สร้างชื่อให้เขาดังกระฉ่อนไปทั้งโลก เพราะสามารถกลับมาครองแชมป์ยุโรปในฤดูกาล 2003-04 ได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นความสำเร็จของยอดทีมจากโปรตุเกส ที่กลับมาผงาดเป็นจ้าวแห่งยุโรปได้เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1987

ระยะเวลา 2 ปีกับปอร์โต้ เขาพาทีมเป็นแชมป์โปรตุเกส ทั้งสองครั้ง และ พ่วงดีกรีแชมป์ยุโรปเดินหน้าสู่ความท้าทายใหม่กับเชลซีต่อทันทีในปี 2004 และพาเชลซีผงาดเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยติดต่อกันทันที ก่อนจะมีปัญหากับเจ้าของทีมอย่าง โรมัน อับราโมวิช จนต้องไปคุมทัพ อินเตอร์ มิลาน เป็นที่ต่อไป

โชเซ่ มูรินโญ่

ที่อิตาลี ความเยี่ยมยอดของ มูรินโญ่ สามารถพาทีมงูใหญ่ ทำทริปเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ ในฤกาล 2009-10 ด้วยการคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรียอา โคปา อิตาเลีย และได้สัมผัสถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นสู่การคุมทีมเรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปที่สเปน เป็นการหวนคืนสู่แดนกระทิงดุอีกครั้ง แต่คราวนี้ เขาคือกุนซืออย่างเต็มตัว แถมยังเป็นกุนซือเบอร์หนึ่งของโลกยุคนั้น ที่ทุกคนยอมรับในฝีมือ

ที่เรอัล มาดริด แม้ว่า เขาจะพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกา ได้สำเร็จ 1 ครั้งจากการคุมทัพ 3 ปี แต่ความเป็นตัวของตัวเอง ในเรื่องของความมั่นใจ ก็ทำให้เขา ไม่สามารถจะยืนระยะการทำงานที่นี่ได้ จนต้องหวนกลับไปคุมเชลซี เป็นคำรบที่สอง และก็เหมือนเดิม เขาเข็นเชลซี กลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งทันทีในฤดูกาล 2014-15

ก่อนที่ฤดูกาลต่อมา เชลซีตกต่ำดำดิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะขุนพลเชลซี ไม่เคารพต่อการทำงานของเขา และทำให้เชลซีเล่นกันไม่ออก ที่สุดแล้ว เขาก็ต้องจากไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังหาคนต่อยอดความสำเร็จให้เหมือนกับที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเคยทำเอาไว้ แม้ว่าที่โอลด์แทร็ฟฟอร์ด เขาจะสูญเสียสถิติไม่สามารถพาทีมต้นสังกัดตัวเอง คว้าแชมป์ลีกภายในประเทศได้เป็นครั้งแรก แต่เขายังฝากแชมป์ยูโรป้า ลีก ให้กับพลพรรคปีศาจแดงเอาไว้ได้ ก่อนที่จะโดนปลด จากผลงานที่ตกต่ำของทีมปีศาจแดงอีกครั้ง

ปัจจุบัน เขากลับเข้ารับงานอีกครั้ง กับสเปอร์ส แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ คำถามที่ว่า บารมีและความเก่งในศาสตร์ฟุตบอลของมูรินโญ่ กำลังเริ่มเข้าสู่ยุคถดถอยหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เขากำลังจะต้องพิสูจน์ฝีมืออีกครั้งว่า เขาเป็นสุดยอดกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอลหรือไม่ น่าติดตามกันต่อไป…

เพิ่มเติมข่าวสารอื่นๆได้จาก

เว็บกีฬาที่อัพเดทข่าวสารมาทั้งหมด

  1. https://cheerthai.co
  2. https://www.outsidesoccer.com
  3. https://www.5league.com/
  4. https://thaisbobet168.com/